วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45

20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45

1.ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
2.การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน

3.เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

4.เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด”

5.หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6.ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7.ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8.การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรกสู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน. อย่าลืมคบกับที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน

9.อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10.คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11.ควรมีงานทำมากกว่า 1 งานเพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้

12.อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียวเพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ

13.เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามาจงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์

14.สร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15.ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

16.เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน

17.การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18.ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19.ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20.สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม ตัวเองให้มาก่ เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

จีนลงข่าว บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่สุดในโลก

จีนลงข่าว บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่สุดในโลก


9 สิ่งที่บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่สุดในโลก
ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดีที่สุดในโลก !!!
เหตุผลที่ประเทศไทย เป็นสยามเมืองยิ้ม มีดังต่อไปนี้

1. ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางครัวโลก ไม่ต้องกลัวอดตาย มีอาหารกินตลอดเวลา และส่งออกไปทั่วโลก
2. ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์มาก มีป่าไม้ ภูเขา ทะเล ทองคำ จนได้ชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมิ
3.ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเขตแผ่นดินไหวโดยตรง แนวแผ่นดินไหวอ้อมประเทศไทยทั้งประเทศ ในขณะที่เกือบทั้งโลกอยู่ในเขตแผ่นดินไหวรุนแรง
4. ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเขตพายุรุนแรง นานๆจะเจอสักครั้ง เพราะพายุไต้ฝุ่นส่วนใหญ่เกิดในทะเลจีนใต้ บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ มาถล่มหนักเวียดนาม ลาว เขมรและอ่อนตัวลง กลายเป็นพายุธรรมดาเมื่อเข้าประเทศไทย
5. ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ในขณะที่ทุกประเทศในอาเซียนตกเป็นอาณานิคม
6. ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้พ่ายแพ้ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
7. คนทุกชนชาติ และทุกศาสนาในประเทศไทยมีสิทธิ เสรีภาพ มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
8. ประเทศไทย มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก เพื่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ทรงมีโครงการในพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ โครงการส่วนพระองค์ส่วนจิตรลดาทรงก่อตั้งมูลนิธิต่างๆมากมาย เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิพระดาบส มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นต้น
ทรงอุปถัมถ์พระศาสนา ภาษาไทย วัฒนธรรม ประเพณี พระราชพิธี งานช่างหลวง การศึกษา การแพทย์ การคมนาคม การอนุรักษ์ดินและน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ป่าชายเลน เกษตรทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ
9. พระพุทธศาสนา เจริญที่สุดในโลกในประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นิทานสอนใจ เรื่อง "ดินสอกับยางลบ"

ดินสอกับยางลบ


นานมาแล้ว ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน
ทำอะไรด้วยกัน
หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน
มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอ ตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ
หน้าที่ของยางลบก็คือลบ
มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา
เวลาผ่านไปนานหลายสิบปีทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา

จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า
ดินสอ : เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว
ยางลบ : ทำไมหล่ะ
ดินสอ : ก็เราเขียน นายลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย
ยางลบ : เราก็แค่ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิด

ทั้งคู่จึงแยกทางกัน
ดินสอ พอแยกทางกับยางลบ มันก้ดีใจที่สามารถเขียนอะไรก็ได้ตามใจของมัน
แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆที่มันเคยเขียน ก็สกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด
"มันคิดถึงยางลบจับใจ"
ฝ่ายยางลบ พอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป
แต่พอเวลาผ่านไป มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า เพราะไม่มีอะไรให้ลบ
"มันคิดถึงดินสอจับใจ"

ทั้งคู่จึงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลง เขียนแต่สิ่งที่ดีๆ
ส่วนยางลบก็จะลบเฉพาะที่ที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น
ถ้าเปรียบกับการเขียนเป็นการจดจำ
ดินสอในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี
แต่พอเปลี่ยนไป มันก็หัดเลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆเท่านั้น
ส่วนการลบ ก็เปรียบเสมือนการลืม
ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่ดีและไม่ดี
แต่ทุกครั้งบที่ลืมเรื่องดี ตัวมันก็จะสกปรก
แต่ตอนหลังนั้น มันเลือกลืมแต่เรื่องที่ไม่ดี หรือก็คือการให้อภัยนั่นเอง

ถ้าจะเปรียบเทียบการเดินทางของทั้งคู่เหมือนมิตรภาพ ก็คือ
จงจดจำเรื่องราวดีๆ ที่เคยมีให้กัน และ ขอให้อภัยในสิ่งที่ผิดพลาดของกันและกัน
- จากหนังสือ อ่านไปให้รักเป็น - Love's Love

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นิทานสอนใจ มานพ ผู้ไม่เคยพบความสุข

นิทานสอนใจ มานพ ผู้ไม่เคยพบความสุข


นิทานสอนใจวันนี้ที่ผมนำมาให้อ่านกัน ก็เป็นนิทานของท่าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อีกเช่นเคยนะครับ ขอให้มีความสุขในวันศุกร์ และวันหยุดสุดสัปดาห์ครับ
มานพเป็นชายหนุ่มที่รู้สึกว่าตัวเองน่าจะเป็นคนที่ไร้ความสุขที่สุดในโลก เพราะเขาไม่ใช่คนร่ำรวย ไม่มีเงินทองมากมาย ไม่มีบ้านใหญ่โตหรูหรา มานพคิดว่าทั้งหมดนี้คือ เหตุผลที่ทำให้เขาไม่เคยรู้จักกับความสุขเลย
วันหนึ่งมีนักบุญท่านหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านที่มานพอาศัยอยู่ ชาวบ้านจึงพากันเชื้อเชิญให้นักบุญพักอยู่ในหมู่บ้านก่อนสักระยะ เพื่อสั่งสอนธรรมะให้แก่คนในหมู่บ้าน ซึ่งนักบุญก็ตอบรับคำเชิญนั้นด้วยความยินดี โดยปฏิเสธที่อยู่อันใหญ่โตและสะดวกสบายที่ชาวบ้านจัดหาให้ แต่ขอพำนักอยู่ในศาลาวัดประจำหมู่บ้านแทน
ฝ่ายมานพนั้นเมื่อ ทราบข่าวว่ามีนักบุญมาพำนักอยู่ในศาลาวัดก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก เพราะคิดว่านักบุญต้องช่วยให้เขารู้จักกับความสุขได้เป็นแน่ จึงรีบออกจากบ้านไปหานักบุญที่วัดทันที
เมื่อมานพไปถึงที่นั้น นักบุญกำลังนั่งสมาธิอยู่เพียงผู้เดียวพอดี
ท่านนักบุญ มานพเอ่ยเรียกเบาๆ
แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้นักบุญลืมตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ
ว่าอย่างไรเล่าเจ้าหนุ่ม มีเรื่องอันใดอยากให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ นักบุญถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
โปรดช่วยกระผมด้วยเถิดท่านนักบุญ ทุกวันนี้กระผมรู้สึกทุกข์ทรมานเป็นกำลัง ด้วยว่าตั้งแต่เกิดมานั้น ยังมิเคยได้รู้จักกับความสุขอย่างใครเขาเลย มานพกล่าวอ้อนวอน
เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้นเล่า นักบุญถามอีก
เพราะ กระผมเป็นคนยากจน ไม่มีเงินทอง ไม่มีความพรั่งพร้อมในชีวิต ดังนั้นกระผมจึงไม่มีความสุข มานพตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
เจ้าหนุ่มเอ๋ย นักบุญกล่าว ความสุขนั้นหาได้ไม่ยากดอก จงจำไว้เถิดว่า แม้เจ้าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น แต่หากเจ้ามีความพอใจในความเป็นอยู่ของตนเองและพอใจในทุกสิ่งที่ตนเองมีแล้ว เจ้าก็จะพบกับความสงบสุขได้ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด
แต่มานพไม่เชื่อ เขารู้สึกต่อต้านคำสอนของนักบุญอย่างรุนแรง และพูดออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวว่า
นี่คือคำสอนที่หาความจริงมิได้ ความพอใจในสิ่งที่มีไม่อาจทำให้เรามีความสุขได้เท่ากับการมีทองคำเป็นจำนวนมาก
นักบุญนิ่งมองมานพอย่างเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวแก่มานพต่อว่า
ถ้าเจ้าเชื่อมั่นเช่นนั้น ข้าก็จะมอบทองคำให้เจ้าตามต้องการ ด้วยการใช้นิ้วนางวิเศษของข้า เปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้กลายเป็นทองคำตามที่เจ้าต้องการ แต่มีข้อแม้ว่า สิ่งที่นำมาเปลี่ยนเป็นทองคำ จะต้องเป็นสิ่งที่อยู่ในครอบครัวของเจ้าตอนนี้เท่านั้น และจำต้องขนสิ่งเหล่านั้นมาด้วยตนเอง
เมื่อได้ฟังดังนั้น มานพก็รีบวิ่งกลับบ้านและเอาสิ่งของเท่าที่จะขนได้มากองไว้ตรงหน้านักบุญ นักบุญใช้นิ้วนางวิเศษจรดลงไปบนสิ่งของเหล่านั้นฉับพลันสิ่งของเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นทองคำไปหมดทุกชิ้น
เห็นได้ดังนั้นแล้ว มานพถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เขารีบขนของที่กลายเป็นทองคำทั้งหมดกลับบ้าน แล้วไปขนเอาสิ่งของที่เหลือมาให้นักบุญเปลี่ยนเป็นทองคำอีกเรื่อยๆ
สามวันผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านของมานพกลายเป็นทองคำไปหมด แต่มานพก็ยังไม่พอใจ เขาคิดว่า เขายังมีทองคำไม่มากพอกับความต้องการและน่าจะมีทองคำเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ไม่มีอะไรในบ้านนี้เหลืออีกแล้ว แต่ทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า ยังมีบ้านของเขาหลังนี้อยู่อีกหนึ่งอย่าง ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำเรายังมีบ้านของเรานี่ ใช่แล้ว เราจะให้นักบุญเปลี่ยนบ้านของเราให้กลายเป็นทองคำ แล้วเราก็จะร่ำรวยมหาศาล
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่มานพไม่สามารถขนบ้านของเขาไปให้นักบุญได้ด้วยตนเอง เขาจึงไปหานักบุญแล้วพูดว่า
กระผม อยากให้ท่านช่วยเปลี่ยนบ้านของกระผมให้กลายเป็นทองคำ แต่กระผมคนเดียวไม่อาจขนบ้านทั้งหลังมาให้ท่านได้ ดังนั้นขอได้โปรดเถิดท่านนักบุญผู้วิเศษ ขอเชิญท่านไปที่บ้านของกระผมเพื่อใช้นิ้วนางที่วิเศษของท่าน แตะบ้านของกระผมให้เปลี่ยนเป็นทองคำด้วยเถิด
แต่นักบุญส่ายหน้า แล้วพูดว่า แม้บ้านของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นทองคำทั้งหลัง แต่เจ้าก็จะไม่มีวันได้พบกับความสุขหรอก เพราะเจ้าไม่เคยพอใจในสิ่งที่เจ้ามี เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีกเรื่อยๆ ทำให้เจ้ายิ่งทุกข์ทรมานเพราะความอยากได้ที่เพิ่มทวีนั้น
แต่ถ้ากระผมมีบ้านทองคำ กระผมเชื่อว่ากระผมต้องมีความสุขแน่ๆ มานพว่า
ข้าจะไม่ไปที่บ้านเจ้าหรอก นักบุญยืนยัน
ถ้าอย่างนั้น กระผมก็ต้องในสิ่งที่ไม่อยากทำ
มานพดึงมีดที่พกติดตัวมาออกจากฝัก กระผมจะตัดนิ้ววิเศษของท่านเสียเดี๋ยวนี้
นอกจากจะไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ แล้ว
นักบุญยังยื่นนิ้วนางวิเศษของตนออกมาให้มานพอีกด้วย
ถ้าเจ้าคิดว่านี่คือความสุขของเจ้า ก็ตัดเอาไปได้เลย
ตอนนี้มานพไม่คิดถึงความผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น ในหัวของเขามีแต่ภาพฝันของชีวิตที่แสนสบายหลังความร่ำรวย ความโลภเข้าครอบงำสติของเขาไปแล้วจนหมดสิ้น….
แล้วมานพก็จับนิ้ววิเศษของนักบุญ พร้อมกับเงื้อมีดขึ้นเพื่อจะตัดนิ้วนางนั้น….
แต่….
มานพได้สมปรารถนาไม่ เขายังคงไม่รู้จักกับความสุขเหมือนเคย และไม่มีโอกาสได้หาความสบายจากความร่ำรวยนั้น ด้วยทันทีที่มานพแตะนิ้วของนักบุญ ร่างเขาก็กลายเป็นทองคำที่ไร้จิตวิญญาณไปในทันที จากวันนั้น ก็ไม่เคยมีใครพบเห็นนักบุญท่านนั้นอีกเลย ส่วนทองคำของมานพก็ถูกทางการส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บเข้ากองคลังหลวงเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป

เธอทั้งหลาย
หลายๆ ครั้ง เธอก็รู้สึกใช่ไหมว่า ตนเองนั้นไม่เคยมีอะไรมากพอ หรือสิ่งที่มีก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เธอจึงพยายามดิ้นรนขวนขวายอยู่นั่นแล้ว แต่เคยสังเกตหรือไม่ ยิ่งเธอมี เธอก็ยิ่งไม่เคยพอ เธอว่า หากสิ่งที่เธอมีสิ่งที่เธอต้องการนั้นแล้ว เธอจะมีความสุข แต่เมื่อเธอได้สิ่งนั้นมา เธอกลับพบว่า เธอต้องเหนื่อยมากขึ้นเพื่อรักษาสิ่งนั้นให้อยู่กับเธอนานที่สุด และตัวเธอก็ไม่อาจหยุดที่จะไขว่คว้าสิ่งที่ดีกว่านั้นต่อไปได้
ความพยายามทำให้ตนเองไปสู่จุดที่ดีกว่านั้นเป็นเรื่องน่าสนับสนุนทีเดียว แต่บางครั้งเธอต้องรู้จักพอ เมื่อถึงจุดที่คิดว่ามันเหมาะสมกับตัวเธอแล้ว และต้องรู้จักค้นหาวิธีที่บริสุทธิ์เพื่อนำตนเองไปสู่ความสุขที่แท้จริงความโลภ ความโกรธ ความหลง มักก่อให้เกิดกิเลส และท้ายที่สุดแล้ว กิเลสจะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวของเธอไม่เหลือความสุข หรืออะไรๆ ในชีวิตอีกเลย

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"ขอทานกับซาลาเปา"

"ขอทานกับซาลาเปา"

ร้านซาลาเปาร้านหนึ่ง...กิจการดีมาก มีลูกค้าเข้าร้านตลอดทั้งวัน วันหนึ่ง มีขอทานสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ เนื้อตัวสกปรก มาที่ประตูร้าน ทำให้ลูกค้าหลายคนพากันอุดจมูกเดินหนี

ลูกจ้างของร้านก็เข้ามาต่อว่า และเอ่ยปากไล่ไปให้พ้นร้าน แต่ขอทานก็รีบอธิบาย "คุณครับ ผมไม่ได้มาขอทานหรอก แต่จะมาซื้อซาลาเปา" พร้อมกับเอาเหรียญเศษสตางค์ ออกมานับด้วยสองมือ...

ลูกจ้างรู้สึกรำคาญ จึงออกแรงปัด เหรียญทั้งหมด...ต ก พื้ น !!!

ขอทานตกใจ รีบก้มลงเก็บเหรียญบาทบนพื้น แต่หาอย่างไร ก็ขาดไป 1 บาท อยู่ดี 
"เหรียญ 1 บาท นี่...คุณทำตกใช่ไหมครับ" ขอทานเงยหน้ามอง ก็เห็นเถ้าแก่ ของร้าน...เขาไม่กล้าแม้แต่จะรับเงินจากเถ้าแก่ และกำลังจะวิ่งหนีด้วยความลุกลี้ลุกลน แต่ก็ถูกเถ้าแก่เรียกให้หยุด พร้อมพูดว่า..."ยินดี ต้อนรับครับ คุณลูกค้า !!! ไม่ทราบว่าคุณต้องการ ซาลาเปาไส้อะไร"

ขอทานตะลึงงัน ผ่านไปสักพัก จึงตอบกลับไปว่า "ผมอยากได้ซาลาเปาไส้หมู 1 ลูก"
"ครับ...กรุณารอสักครู่" แล้วหันไปคีบซาลาเปาไส้หมู ออกจากซึ้งมา และยื่นให้ขอทานอย่างนอบน้อม

และหันไปถามลูกจ้างว่า..."นี่คือวิธีต้อนรับลูกค้าของเธองั้นหรือ"
"แต่เค้าเป็นแค่ ขอทานคนหนึ่ง" ลูกจ้างอธิบาย "ต่อให้เค้าเป็นขอทาน ก็เป็นลูกค้าของเรา เธอโดนไล่ออกแล้วล่ะ" เถ้าแก่กล่าว 

จากนั้น...เรื่องที่ทำให้คนในร้าน ตกใจยิ่งกว่า ก็คือ...เถ้าแก่ให้ขอทานคนนี้ มาเป็นลูกจ้างในร้าน และเมื่อขอทานคนนี้ ชำระร่างกายจนสะอาด เผยให้เห็นหน้าตาที่หล่อเหลาผิดคาด อีกทั้งยังขยันขันแข็ง กลายเป็นผู้ช่วยของร้านได้อย่างดี...

ภายหลัง...มีคนถามเถ้าแก่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า...เถ้าแก่ดูออกได้อย่างไรว่า แท้จริงแล้วขอทานคนนี้ เป็นทองชั้นดี 

เถ้าแก่ตอบกลับมาว่า...ที่จริงแล้วง่ายมาก เขาไม่ได้มาขอซาลาเปากิน แต่เขารวบรวมเงินอย่างอยากลำบาก มีเงินแล้วค่อยมาซื้อซาลาเปาของเรา แสดงให้เห็นว่า...
>>> เขาเป็นคนที่...เ ค า ร พ ตั ว เ อ ง <<<

การไม่เคารพผู้อื่น หมายถึงการไม่เคารพตัวเอง
และ มีเพียงคนที่เคารพตัวเองเท่านั้น จึงจะเคารพ...ง า น ที่ ตั ว เ อ ง ทำ

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อยากเป็นสุดยอด HR ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

 HR
Human Resource
อยากเป็นสุดยอด HR ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?


1.ใจรัก
     การเป็นนัก HR ที่ดีต้องเริ่มจากการที่มี “ใจรัก” รักที่จะทำงานกับคน รักที่จะทำงานกับ
งานที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มีพลังที่อยากจะเข้าไปช่วยแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนา
องค์กรให้ดียิ่งขึ้น เพราะหากเริ่มต้นด้วยความรักในงานแล้ว แม้งานจะยากเพียงใด เราก็มอง
เป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าสนุก ทำให้เรามีความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา

2.บุคลิกดี
     คนที่เป็น HR ต้องแต่งกายดูดี หน้าตาและทรงผมต้องเหมาะสมและดูแลความสะอาดอยู่
เสมอ นอกจากนี้ยังต้องมีบุคลิกความเป็นผู้นำ มีความมั่นใจในตัวเอง มีกิริยาที่คล่องตัว กระฉับ
กระเฉง รวมถึงการวางตัวให้ดูเข้าถึงง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใส และมองโลกในแง่ดี

3.มีความรู้และใฝ่เรียน
    มีความรู้ที่ดีแล้ว นัก HR ต้องเป็นคนที่ “ใฝ่เรียนรู้” อยู่ตลอดเวลา เพราะความรู้ความสามารถ
ที่มีอยู่เดิม จะไม่เพียงพอในที่ทำงานในโลกยุคใหม่ คนเป็น HR จึงต้องเป็นคนที่รักการเรียนรู้ 
เป็นคนที่ต้องการจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะหาก HR ไม่พัฒนาตนเองแล้ว
เราจะไปพัฒนาคนอื่นได้อย่างไร

4.เข้าใจธุรกิจ
     HR ยุคใหม่ต้องเข้าใจธุรกิจตัวเองอย่างลึกซึ้ง เข้าใจว่าธุรกิจขององค์กรคืออะไร รายได้หลัก
ขององค์กรมาจากไหน คู่แข่งขององค์กรคือใคร กลยุทธ์ขององค์กรและกลยุทธ์ของหน่วยงานคู่แข่ง
คืออะไร เพราะนัก HR ที่เก่ง ต้องสามารถ “แปลงโจทย์ขององค์กร” และ “แปลงโจทย์ของธุรกิจ”
เพื่อให้มาเป็น “โจทย์ของ HR” ได้

5.คิดเชิงกลยุทธ์
   HR ต้อง “ยกระดับความคิด” ของตัวเอง จากเดิมที่คิดในระดับแผนงาน คิดเฉพาะส่วนที่เกี่ยว
ข้องกับตัวเอง มาคิดแบบเชิงกลยุทธ์ คืือการมองให้เห็นภาพในอนาคต ต้องจับประเด็นต่างๆได้
ตีโจทย์แตก และพยายามหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อมาตอบโจทย์นั้น

6.ประสานงานได้ดี
     HR ที่ดีต้องเป็น “นักประสานงานสิบทิศ” คือต้องสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆเข้าด้วย
กันได้ ต้องสามารถพูดคุยกับคนได้ทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ต้องเข้าใจถึงความต้องการและข้อจำกัด
ของหน่วยงานต่างๆ โดยยึดแนวทางการประสานงานแบบ Win Win ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

7.สื่อสารเป็นเลิศ
     นัก HR ต้องมีความสามารถในการ “นำเสนอ” โดยสามารถสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายได้
และทำให้เขามองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ นัก HR ต้องเป็น “นักสร้างแรงบันดาลใจ”
โดยมีทักษะในการโน้มน้าวจิตใจให้คนอยากที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง

8.กล้าคิด กล้าทำ
     นัก HR ต้องเป็นคน กล้าคิด กล้าทำ โดยทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อ STAKEHOLDER
ทั้งหมดขององค์กรแม้ว่าเรื่องที่คิด เรื่องที่ทำจะกระทบกับใครไปบ้างก็ต้องกล้าทำ และนอกจาก
เรื่องกล้าคิดกล้าทำ นัก HR ที่ดียังต้องสามารถผลักดันงานที่คิดที่ทำให้สำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้วย

9.มี EQ สูง
     คุณต้องไม่มีอีโก้สูงเกินไป  ต้องไม่อยาก“เอาชนะ”ทุกคนที่คุยด้วย นัก HR ที่ดีต้องเป็นคนที่
เข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างทุกๆคน

10.น่าเชื่อถือ
     นัก HR ที่ดี ต้องเป็นคนที่คนอื่นเชื่อมั่นและไว้วางใจ ต้องเป็นคนที่รักษาความลับได้ดี ยุติธรรม
โปร่งใส ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและไม่เลือกปฏิบัติ เป็นคนที่มีผลงานที่ดี รวมทั้งต้องรักษา
สัญญาที่ให้ไว้กับทุกคน เพื่อให้คนทุกคนวางใจและเชื่อถือในความเป็นมืออาชีพของ HR

11.ชอบการเปลี่ยนแปลง
    งานของ HR จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สอดคล้อง
กับสภาพแวดล้อม เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานให้สอดคล้องกับธุรกิจ ไปจนถึงเปลี่ยนแปลงเรื่อง
ที่เกี่ยวข้องกับคนให้สอดคล้องกับระบบต่างๆ นัก HR จึงต้องเป็นคนที่ชอบการเปลี่ยนแปลง เป็นคน
ที่ไม่ชอบยึดติดกับอะไรเดิมๆ ที่ทำอยู่ กล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง
    รู้วิธีการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำพาองค์กรและพนักงานทุกคน ให้เปลี่ยนถ่ายจากสิ่งเดิมๆ
ที่ทำอยู่ไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

12.ทันสมัย ก้าวทันโลก
     เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป คน HR ก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย นัก HR ที่ดี
ต้องก้าวไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ต้องสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว
และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน

ในปัจจุบันมีคนที่ทำงานด้าน HR เป็นจำนวนมาก แต่จะมีสักกี่คนที่เป็น "HR ชั้นยอด" ดังนั้นหากวันนี้อยากทำงานด้าน HR หรือปัจจุบันทำงานด้าน HR อยู่แล้ว มาลองสำรวจกันดูว่า เรามี "คุณสมบัติของการเป็ร HR ที่ดี" ครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ขอให้เร่งเสริมคุณสมบัติข้อนั้น เพื่อให้เราก้าวขึ้นสู่การเป็น "HR ROLE MODEL" HR ต้นแบบที่เกิดมาเพื่อจะเป็น "สุดยอด HR" ในใจของทุกคน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก People Magazine 




วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สมัครงานออนไลน์ยังไงให้ได้งาน ? 



กระชากสายตา HR ด้วย Resume 
          Resume เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกเรื่องราวของคุณได้ดีที่สุด ดังนั้น Resume จึงเป็นลูกกุญแจสำคัญด่านแรกในการดึงดูด HR ให้มาสนใจที่ตัวคุณ ตั้งแต่การศึกษา ประวัติการทำงาน แมักระทั้งความโดดเด่นและความสามารถในตัว คุณต้อง Present ออกมาอย่างเต็มที่และดีที่สุด

การสมัครงานคือการขาย
           ขายในที่นี้คือการขายความสามารถครับ มีเท่าไหร่ใส่ไปไม่ยั้ง จริงๆหัวข้อนี้ควรอยู่ในหัวข้อข้างต้น แต่เพื่อเน้นย้ำครับ หลายๆครั้งที่ผู้สมัครมองข้ามการกรอกความสามารถของตัวเองใน Resume เพียงเพราะคิดว่า HR ไม่สนใจ แต่กลับกันครับ นอกจากประวัติการทำงานและการศึกษา ความสามารถพิเศษ และงานอดิเรกก็คือหัวข้อถัดมาที่ HR จะพิจารณา 
          ดังนั้นอย่างที่บอกครับ เก่งอะไร ทำอะไรได้ หรือชอบอะไรเป็นพิเศษใส่ไปด้วยก็จะดีอย่างน้อยนอกจาก HR จะประเมิณประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ทักษะในการใช้ชีวิต ร่วมกับคนในองค์กรก็เป็นอีกหัวข้อที่ HR จะประเมิณเราในภาพรวมอีกด้วย

หว่าน Resume ไปหลายๆบ้าน
            เราอยู่ในยุค WWW. ครับ ข้อมูลทุกอย่างถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว เราสามารถสมัครงาน หรือแม้แต่การสัมภาษณ์งานผ่าน VDO Call กับทาง HR ได้แล้ว สำคัญที่สุดคือเราควรเปิดโอกาสตัวเองให้มากที่สุดโดยการ Upload ไฟล์ Resume ของเราไปยังเว็ปไซต์หางาน 
          เพราะปัจจุบันมีหลายเว็ปไซต์ท่ีเป็นสื่อกลางระหว่างผู้สมัครงาน กับองค์กรต่างๆเยอะมากดังนั้นเราควรกระจาย Resume ของเราให้มากที่สุด เพื่อโอกาสในการสมัครงานที่ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

Resume Eng.
          อย่างที่เห็นว่าปัจจุบันไม่ว่าจะช่องทางไหน ก็จะมีภาษาอังกฤษเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เสมอ การเขียนใบสมัครงานหรือ Resume ของเราเป็นภาษาอังกฤษกลับกลายเป็นความจำเป็นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และเป็นตัวช่วยให้ HR ในการประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เพิ่มความถี่ในการเช็ค E-Mail บ่อยขึ้น
          มือซ้ายจับเมาส์ มือขวากำโทรศัพท์ไว้ให้ดี เราไม่รู้หรอกว่าบริษัทไหนจะเรียกเราเข้าสัมภาษณ์วันไหน เมื่อไหร่ แต่ทุกครั้งที่ HR สอบถามหรือนัดเราไปสัมภาษณ์งาน นั่นคือเขาสนใจในตัวคุณขึ้นมาแล้วหล่ะ ดังนั้นเราจะไม่พลาดทุกการติดต่อครับ ยิ่งตอบเมลล์ไวแค่ไหนยิ่งแสดงว่าเรามีความใส่ใจมากแค่นั้น ดังนั้นอย่าพลาดทุกการติดต่อ

ปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม
           นัดสัมภาษณ์แล้ว พอใกล้วันจริงกลับไปไม่ได้ทำยังไงดี ? ไม่ต้องทำอะไรเลยครับบอกเขาไปตามตรงเลย ว่าเราไม่สามารถไปได้แล้วเนื่องจากอะไร...(เหตุผล) ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะโกธร จะว่าครับ เพราะถ้าเราไม่แจ้งอาจถูก Black list ที่สำคัญ HR บางบริษัท Share Black list กันได้




...ทิตาราม มองหางาน...มองหาเรา...