วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

18 เสริมทัศนคติและพลังในการทำงาน

18 เสริมทัศนคติและพลังในการทำงาน

18 เสริมทัศนคติและพลังในการทำงาน 

1. หาแรงบันดาลใจระหว่างการเดินทาง
ส่วนใหญ่เราจะใช้เวลาในการเดินทางไม่ว่าจะมุดดินหรือลอยฟ้า ไปจมปลักกับโซ เชียลเน็ตเวิร์กเสียเป็นส่วนใหญ่ ลองเปลี่ยนมาฟัง Podcast หรือ Audio Book หรือฟังเพลงที่ทำให้สร้างแรงบันดาลใจดูไหมครับ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำ podcast อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวไปสำหรับมนุษย์ไทยลองหยิบหนังสือมาอ่านระหว่างทางดีไหมครับ อาจจะเป็นหนังสืออ่านเล่น หรือแนวการสร้างแรงบันดาลใจก็ได้ครับ ซึ่งปกติเวลาผมไปทำงานผมจะพกหนังสือ 1-2 เล่มไว้ในกระเป๋าเพื่ออ่านเวลาเดินทางหรือต้องรอใครก็ตาม

2. ถึงที่ทำงานก่อนเวลาทำงาน 
การมาก่อนเวลาทำให้เราสามารถโฟกัสว่าจะมีสิ่งใดต้องทำบ้างในวันนี้ สามารถจัดความสำคัญของงานได้ แถมยังเงียบด้วยเพราะคนอื่นเขายังไม่มากัน

3. เช็คอีเมล
หลายคนเลือกเชคเมลเป็นกิจกรรมแรกหลังจากเปิดคอมพิวเตอร์ หรือจ้องจะเชคเมลตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ ลองเปลี่ยนเวลาการเชคเมลดูไหมครับ กำหนดเวลาเป็นช่วงๆ (ไม่หลินฮุ่ย) เช่น จะเชคทุก 10 โมง และ 4 โมงเย็น เป็นต้น (วิธีนี้แนะนำเหมือนในหนังสือทำน้อยให้ได้มาก The Power of Less)

4. เวลาที่ใช้ไปในการทำงาน 
ลองคิดดูว่าคุณทำงานบางอย่างโดยเสียเวลาไปแทบทั้งวันหรือเปล่า? แล้วงานที่ทำไปนั้นสำคัญขนาดไหน ลองหันมาโฟกัสงานที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกดูไหมครับ เมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยดูอันถัดๆ ไป

5. วางแผนการทำงาน 
ลองวางแผนว่าในวันนี้คุณจะทำอะไรบ้าง มี Objective อะไรบ้างที่ต้องทำ หรือจะวางเป็นรายสัปดาห์ก็ได้เช่นกันครับ เพื่อให้เห็นภาพรวมในการทำงานทั้งหมด

6. หาเวลาพักบ้าง
ลองกำหนดช่วงเวลาในการเบรค หยุดพักการทำงานของคุณเป็นช่วงเวลา เพราะคนเราคงไม่สามารถจดจ่อได้รวดเดียว 4 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงแน่ๆ ครับ การพักทำให้เราอาจจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ หรือเป็นการทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ก็เป็นได้ครับ

7. การประชุม
ให้ดำเนินการประชุมให้อยู่ในหัวข้อ และสนใจที่จะเข้าร่วมฟังหรือออกความเห็น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เมื่อออกจากห้องประชุมแล้วเราจะได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราต้องทำอะไรและมีเป้าหมายในการทำเป็นอย่างไร

8. ออกกำลังกาย
หาเวลาในการออกกำลังกายบ้างนะครับ การออกกำลังนอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว ยังสามารถจะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้ดีขึ้นจากสมองที่ปลอดโปร่ง

9. ความรอบคอบ 
ความเร็วในการทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่เมื่อเร็วแล้วก็ต้องแลกกับอัตราความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด ลองลดความเร็วแล้วตรวจทานให้ดี เพื่อที่จะไม่ต้องกลับมาทำใหม่อีกรอบครับ

10. การสนับสนุน 
ลองดูว่าสิ่งที่คุณทำไปสำเร็จมีอะไรบ้างแล้วแชร์ให้คนอื่นได้รับรู้บ้างเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอืนๆ รวมทั้งสนับสนุนงานของเพื่อนร่วมงานของคนอื่นๆ ด้วย

11. การร่วมกันทำงาน 
อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ลองให้คนอื่นๆ หรือถามไอเดียจากคนอื่นๆ ดูหากเราไม่สามารถคิดงานหรือทำงานต่อไปได้ (แต่ก็อย่าขอกันบ่อยจนพร่ำเพรือ)

12. เข้าใจและยอมรับ 
ฟังดูปลงๆ หน่อยนะครับ แต่หากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คงต้องทำกันต่อไปให้ดีที่สุด (และอย่าลืมหาโอกาสที่ดีกว่าให้ตัวเองด้วย)

13. วันหยุด สุดๆ ไปเลย!
วันหยุดหลายๆ คนเลือกจะไปเดินห้างบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ลองหาอะไรทำใหม่ๆ ดูไหมครับแบบไม่ซ้ำกัน เช่น ลองออกไปต่างจังหวัด, ไปปีนเขา, ออกกำลังกายที่ไม่ใช่ในฟิตเนส (อุดอู้อยู่ในร่มทำไม ออกไปกลางแจ้งดีกว่า), เปลี่ยนที่อ่านหนังสือพร้อมจิบกาแฟชิลๆ

14. คิดบวก
อาจฟังดูโลกสวยไปสักนิด แต่การมีอารมณ์คิดบวกนั้น จะมีผลกับงานที่คุณทำ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่จะได้ประจุบวกจากการทำงานที่มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นบวกไปด้วย

15. เห็นอกเห็นใจ 
แม้เราจะพยายามคิดบวกแล้ว แต่ก็ต้องมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่ยังคงติดอยู่กับความคิดไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวในแง่ลบอยู่ ครั้นเราจะเพิกเฉยไปเลยก็เหมือนเป็นการปล่อยลอยแพ ดังนั้นสิ่งที่เราน่าจะพอทำได้ก็คือลองยื่นมือให้ความช่วยเหลือด้วยการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองให้เป็นด้านบวก ลองชี้แจงด้วยเหตุและผล ซึ่งถ้าเขาเปิดใจรับฟังน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากครับ (ในบทความที่ดึงมาบอกว่า หากเขาได้อ่านบทความนี้ด้วยจะดีมาก)

16. การเมืองในที่ทำงาน 
มันเป็นเรื่องเหนือการควบคุมของเรา ซึ่งการมีเรื่องนี้แน่นอนว่าจะทำให้งานและธุรกิจไม่มีความก้าวหน้าถ้ามัวจมปลักกับเรื่องนี้ สำหรับในส่วนของงานของเราแล้ว เราหันมาโฟกัสกับสิ่งที่ทำเพื่อให้งานก้าวหน้าและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ดีกว่าจะไปหมกมุ่นเรื่องนั้นครับ

17. การติชม 
คนเราย่อมชอบการชม มากกว่าคำตำหนิติเตียนใช่ไหมครับ บางครั้งเราก็ต้อง(พยายาม)เข้าใจในคำเตือนนั้นแม้มันจะไม่น่าฟังก็ตาม ดังนั้นเราก็ควรพิจารณาเลือกฟังคำติเตียนที่สามารถจะเอาไปใช้ในการปรับปรุงงานของเราให้ดีขึ้นได้ นอกนั้นก็คงต้องปล่อยวางนะครับ

18. การปรับตัว
ไม่มีสิ่งไหนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจ, การงานก็เช่นกัน เราคงไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะปรับตัวให้กับสภาพและสภาวะการณ์ในปัจจุบันให้ได้ หากว่าคุณอยู่ในระดับบริหาร ลองใช้ประสบการณ์บอกเล่าว่าเราควรต้องทำอย่างไรมากกว่าจะเป็นตัวตั้งตัวตี รอต่อต้านเพียงอย่างเดียว

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

6 ธุรกิจที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักพัน

6 ธุรกิจที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักพัน


เมื่อพูดถึงการเริ่มต้นธุรกิจแล้วนั้น ผู้คนทั่วไปมักคิดว่าจะต้องเป็นการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง จะต้องไปกู้ยืมเงินมาเริ่มต้นลงทุนในช่วงแรกอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายธุรกิจที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น เนื่องจากธุรกิจที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้เป็นที่ธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องลงทุนเงินมาก ไม่ต้องใช้พนักงาน ไม่ต้องมีออฟฟิศ และอาจไม่ต้องใช้แม้กระทั่งแผนธุรกิจในระยะยาว หลายคนอาจจะมองว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นเพียงแค่ธุรกิจเล็กๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วตัวอย่างธุรกิจเหล่านี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาและขยับขยายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตก็ได้ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าทั้ง 6 ธุรกิจที่เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงหลักพันนั้นจะมีอะไรกันบ้าง

1.Freelance 


หาทักษะที่ตัวเองมี ฝึกฝนให้ดีแล้วเริ่มรับจ้าง Freelance ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเริ่มต้นธุรกิจโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนอกจากการเรียนรู้ในด้านที่ตัวเองถนัดให้ดี จริงอยู่ที่ลักษณะงาน Freelance อาจมีรูปแบบคล้ายงานประจำบ้าง แต่อิสระในการรับงานจากหลายเจ้า และกำหนดเวลาทำงานด้วยตัวเองก็ทำให้ Freelance นั้นมีลักษณะคล้ายกับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจมากขึ้นเพราะต้องทั้งวางแผนการรับงานและกำหนดการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้มีหลายองค์กรที่นิยมใช้บริการของ Freelance กันมากขึ้น ทั้งนักเขียน นักพัฒนาเว็บไซต์ นักพัฒนาแอพลิเคชั่น นักการตลาด รวมไปถึงอีกหลายงานที่บริษัทคาดหวังให้จบเป็นโปรเจคๆ ไป การเลือกใช้ Freelance ก็เป็นอีกทางที่ลดต้นทุนแทนการจ้างพนักงานขององค์กรเหล่านี้ได้มาก 


2.ขายของบน Ebay 


ใครๆ ก็เริ่มต้นขายของในตลาดที่ใหญ่ระดับโลกอย่าง Ebay ได้ ด้วยการแบ่งหมวดหมู่อย่างชัดเจน และการเข้าถึงของลูกค้าจากทั่วโลก ทำให้ Ebay เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจที่จะหาลูกค้าตรงกับความต้องการกับสิ่งที่เราจะขายได้ง่ายกว่าการหาพื้นที่ขายสินค้าแบบ Offline ลองหาไอเดียดูว่าอะไรที่เป็นที่นิยมและเราสามารถหามาขายได้ง่ายๆ หรือถ้าไม่เช่นนั้นอาจจะรับเป็นนายหน้าขายของใน Ebay ให้กับคนอื่นๆ ที่มีของอยากจะขาย ซึ่งเพื่อไปการลดความเสี่ยงผู้ประกอบการสายนี้ส่วนมากก็มักที่จะตกลงกันว่าจะให้เงินกับผู้ฝากขายก็ตอนที่สินค้าเหล่านั้นขายได้แล้ว จากนั้นค่อยหัก 20% จากราคาขายของสินค้าชิ้นนั้น เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการรับซื้อสินค้ามาแล้วแต่ขายไม่ออก 


3.โฆษณาบนเว็บ 


การใช้เว็บหาเงินนั้นไม่ได้หมายความว่าเว็บเหล่านั้นจะต้องเป็นเว็บสำหรับขายของเสมอไป เพราะมีเว็บ Content อีกมากมายที่อยู่ได้ด้วยค่าโฆษณาจากแบรนด์อื่นๆ ซึ่งข้อดีของการเป็นเว็บคอนเทนท์นั้นก็คือความประหยัดในเรื่องของต้นทุนที่ไม่ต้องมีการสต็อกสินค้าเอาไว้ขายเหมือนอย่างเว็บที่ทำการค้าต่างๆ แต่ความยากก็คือการหาไอเดียของเว็บคอนเทนท์ว่าควรออกมาเป็นอย่างไร และออกมาในรูปแบบไหนจึงจะตรงกับความต้องการของคนทั่วไป ซึ่งนอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความถนัดในคอนเทนท์ด้านนั้นๆ ของตัวเราเองด้วยว่าสามารถสร้างคอนเทนท์ได้เจาะลึกและน่าติดตามได้แค่ไหน ซึ่งเมื่อทำได้สำเร็จแล้วทีนี้ก็พยายามรักษาปริมาณของผู้เข้าชมเอาไว้ในระดับที่พอใจ จากนั้นค่อยลองติดต่อหาแบรนด์ที่สนใจจะลงโฆษณามาตกลงเรื่องราคากัน หรืออีกแนวทางนึงคือลองศึกษาเกี่ยวกับบริการของ Google Adsense ที่จะเลือกโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับ content ของเรามาลงบนพื้นที่หน้าเว็บให้โดยอัตโนมัติ


4.ขายตรง 


จริงๆ แล้วการขายตรงหรือ Direct Sales เป็นกลยุทธ์ทางการขายอีกอย่างหนึ่งที่ธุรกิจดังๆ มักใช้กัน แต่น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ของการขายตรงในประเทศเรานั้นมักถูกเหมารวมว่าเป็นการหลอกลวงขายฝัน และมีจุดประสงค์หลักในการหาค่าสมาชิกใหม่ๆ เป็นลูกโซ่มาเรื่อยๆ มากกว่าการเน้นไปขายที่ตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งสินร้านค้าปลีกก็นับได้ว่าเป็นการขายตรงเช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่มีลักษณะเป็นธุรกิจขายตรงที่ยังมีภาพลักษณ์ที่ดีอยู่อย่างเช่น เครื่องสำอางมิสทีน เป็นต้น ซึ่งหลักการเลือกธุรกิจขายตรงง่ายๆ ก็ควรเลือกจากธุรกิจที่ดูทันสมัย มีการปรับเปลี่ยนและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่บ่อยๆ และที่สำคัญต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี มีความน่าเชื่อถือด้วย

 5.ติวเตอร์ 
การเป็นติวเตอร์หรือครูพิเศษนั้นถือเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมากนอกจากความรู้ที่มีและการเตรียมตัวสอนที่ดี ซึ่งทั้งนี้ธุรกิจติวเตอร์นั้นควรเลือกวิชาหรือหลักสูตรการสอนต่างๆ ที่เป็นที่นิยมและที่ตัวเองมีความถนัดเพื่อให้การเรียนการสอนนั้นมีคุณภาพและตรงตามความต้องการของผู้เรียนมากขึ้นจนเกิดกระแสปากต่อปากไปยังผู้ที่สนใจเรียนพิเศษคนอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งสำหรับธุรกิจติวเตอร์นั้นในช่วงแรกอาจเริ่มต้นจากเพียงตัวเราเองหนึ่งคนจากนั้นอาจค่อยมีการขยับขยายรวมกลุ่มกันมากขึ้นติวเตอร์ที่ถนัดในด้านอื่นๆ เพื่อสร้างแบรนด์ที่ครบตามหลักสูตรวิชาที่มีคนใจเรียน และที่สำคัญธุรกิจติวเตอร์นี้มักจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ค่อนข้างแย่ แต่มีการแข่งขันที่สูงจนทำให้ผู้ปกครองส่วนมากจึงยอมจ่ายค่าเรียนในอัตราที่สูงเพื่อให้ลูกๆ ตัวเองนั้นแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้ 

6.พัฒนา Application 

หากมีไอเดียดีๆ ด้าน Application Online ก็อย่าเก็บเอาไว้เพราะนี่อาจเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นธุรกิจของเราก็ได้ การปรับไอเดียเป็น Application ออกขายนั้นเป็นอีกวิธีที่เน้นการลงทุนด้านความคิดมากกว่าที่จะใช้เงินในการทำธุรกิจ แต่เรื่องไอเดียนั้นก็ไม่ได้สามารถกลั่นออกมาได้ง่ายอย่างที่คิด ไหนจะต้องมานั่งกังวลปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ Application ในประเทศอีก ทำให้แม้ว่าจะวิธีเริ่มต้นธุรกิจที่ลงทุนไม่มาก แต่ก่อนลงมือพัฒนา Application สักตัวนั้นเราจึงควรศึกษาและวางแผนการทำงานให้ดีเพื่อไม่ให้เวลาที่ใช้ต้องเสียเปล่าไปหาก Application คิดขึ้นมาได้นั้นไม่สามารถทำเงินให้กับเราได้ เช่น เราอาจจะต้องมองให้ไกลให้ Application มีความเป็นสากลขึ้นหากคิดว่า Application ที่คิดอาจไม่เป็นที่นิยมในประเทศตัวเองหรือกลัวปัญหาละเมิดลิขสิทธิ เพราะอย่างน้อยก็สามารถไปจับตลาดอื่นๆ นอกประเทศได้ เป็นต้น 



วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

วันนี้คุณเข้าข่ายเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือไม่?

มาเช็กกันดูหน่อยดีกว่า ว่าวันนี้คุณเข้าข่ายเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือไม่?


วันนี้เราลองมาเช็กกันดูว่าตัวเราเองหรือคนที่อยู่ใกล้ตัวเรานั้นอยู่ในข่ายที่เสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเกินไปหรือเปล่า ดังนี้
1. ใช้เวลา 4 - 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นต่อวันในการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก
2. อยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสิ่งแรกตอนตื่นนอนและเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่จะนอน อีกทั้งมักจะต้องหยิบสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตขึ้นมาเช็คดูข้อความอยู่ทุกๆ 15 นาที
3. รู้สึกหงุดหงิดและกระวนกระวายมากถ้ามีเหตุที่ไม่ได้เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์ก
4. ละเลยครอบครัวและคนใกล้ชิดในชีวิตจริงและชอบที่จะสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงมีความสนิทสนมกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนในชีวิตจริง

หากตอนนี้พฤติกรรมของเราเข้าลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายข้อใน 4 ข้อนี้ ถือว่าคุณเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งหมายถึงเราต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อแก้พฤติกรรมเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ดังนี้
1. จำกัดเวลาการเข้าโซเชียลเน็ตเวิร์กในแต่ละวันว่าควรใช้วันละไม่เกินกี่ชั่วโมงและใช้ในเวลาใดที่จะไม่มีผลกระทบกับทั้งงาน ชีวิตครอบครัวและชีวิตส่วนตัว เช่น จะใช้เฉพาะในช่วงเวลาพักกลางวัน ช่วงหลังเลิกงาน หรือช่วงก่อนนอน โดยไม่ควรใช้ในเวลาติดต่อกันเกิน 30 นาที - 1 ชั่วโมง ในแต่ละครั้ง
2. อย่าใช้โซเชียลมีเดียหลายตัวเกินไป เพราะมีหลายคนที่เล่นทั้ง Line, Twitter, Facebook, Instagram และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งกว่าจะใช้ จะเล่น จะเช็ก ครบทุกอันก็หมดเปลืองเวลาไปมากทีเดียว ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้คุณเลือกใช้แค่ช่องทางที่จำเป็นก็พอ อันไหนที่ไม่มีประโยชน์กับตัวหรือไม่ได้จำเป็นมากก็ลบออกไปจากสมาร์ทโฟนและแท็ปบเล็ตบ้างก็ดี เพื่อที่เราจะไม่ใช้เวลาในการอยู่กับโลกออนไลน์มากเกินไปเหมือนที่ผ่านมา
3. เพิ่มเวลาทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวให้มากขึ้น เช่น พาคนในครอบครัวไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปออกกำลังกาย ทำอาหารร่วมกัน ติดต่อ พบปะ พูดคุยกับเพื่อนในชีวิตจริงให้มากขึ้นกว่าเพื่อนในโลกออนไลน์ หรือหาสัตว์มาเลี้ยง เช่น สุนัข แมว ปลา หรือหางานอดิเรกที่ไม่ต้องใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กทำ เช่น อ่านหนังสือ ทำงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำขนม ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ก็สามารถช่วยทำให้เราได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโลกโซเชี่ยลเน็ทเวิร์กไปได้เยอะเลยทีเดียว

โซเชียลเน็ตเวิร์กมีประโยชน์มาก ถ้าคุณรู้จักใช้ และควบคุมการใช้งานมันได้ อย่างที่เห็นในปัจจุบันคนส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน จนลืมที่จะเงยหน้าขึ้นมามองหน้ากันจริงๆ หรือเล่นจนไม่สนใจคนรอบข้าง สนใจแต่สิ่งที่อยู่ในหน้าจอ อันนี้ก็เข้าข่ายเสพติดเช่นเดียวกัน ใครที่รู้ตัวหรืออาจจะเข้าข่ายกำลังไปสู่อาการเหล่านี้ก็พยายามปรับ จำกัดเวลาการเล่นดังวิธีข้างต้นที่แนะนำนะครับ 


วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

นิทานสอนใจ ความสุขหาได้ที่ไหน

นิทานสอนใจ ความสุขหาได้ที่ไหน

ในตอนกลางดึก มีหญิงชราคนหนึ่งกำลังคลำหาอะไรอยู่สักอย่างรอบๆเสาไฟฟ้าข้างถนน สักครู่หนึ่งมีหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา เห็นหญิงชราผู้นั้นกำลังคลำหาอะไรอยู่ เลยถามขึ้นว่า
ยาย..ยาย ยายกำลังหาอะไรอยู่?” หญิงชราผู้นั้นตอบว่า ยายกำลังหาเข็มเย็บผ้าอยู่ ยายทำตกหายไป ช่วยยายหาหน่อยซิ พวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจึงช่วยกันหาทั่วไปหมด แต่ก็หาไม่เจอ
ในที่สุดพวกเขาก็สงสัยจึงถามยาย ยาย..ยาย..ยายทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไปที่ไหน
ยายตอบว่า ยายกำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องยาย แล้วก็ทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไป แต่ห้องยายมันมืด ยายมองไม่ค่อยเห็นยายก็เลยออกมาที่ถนนเพราะมีแสงสว่างจากไฟฟ้าพอพวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นได้ยินเช่นนั้นก็เลยหัวเราะ แล้วเดินหนีไป
เมื่อเราทำของหาย เราก็ต้องไปหาในที่ที่เราทำหายมันจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปหาที่อื่นเช่นเดียวกัน เมื่อเราแสวงหาความสุขเราก็ต้องหาในจุดที่เราได้สูญเสียความสุขไปมันจะมีประโยชน์อะไรที่จะหาความสุขที่ไนต์คลับ หรือสถานเริงรมย์ต่างๆ หรือไปหาที่ประเทศนั้นประเทศนี้ หรือไปหาที่คนอื่นความสุขของเราได้สูญหายไปจากตรงไหน? คำตอบก็คือ เราได้ทำหายไปจากใจของเรา ได้สูญเสียความสุขจากตัวเราจากใจเรา
ดังนั้น เราก็ต้องแสวงหาความสุขที่จุดนั้น คือ ในตัวเรา
อ่านจบแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ ผมเห็นหลายคน เวลาที่มีความทุกข์ ก็พยายามที่จะไปหาความสุขจากที่อื่น เช่น ถ้าเราได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ก็จะทำให้เรามีความสุขได้ แต่พอไปกลับมาแล้ว ก็กลับมาทุกข์อีกเหมือนเดิม บางคนก็คิดว่า ถ้าเราไม่ต้องทำงานก็น่าจะทำให้เรามีความสุขได้ แต่พอลาออกจากงานไปแล้ว สุดท้ายก็ยังคงมีความทุกข์ใจอยู่เช่นเดิม
ดังนั้นถ้าเราต้องการมีความสุขจริงๆ ก็คงต้องหาสาเหตุของความทุกข์ให้เจอ ซึ่งจริงๆ แล้วสาเหตุก็คือ จิตใจของเราเองนี่แหละ ที่ไปปรุง ไปแต่ง จนกระทั่งตัวเราเองรู้สึกว่ามันไม่มีความสุขใดๆ เลย เมื่อเรารู้แล้วว่าเราทำความสุขหายไปจากใจของเรา ที่ที่เราควรจะไปหาความสุขให้เจอ ก็คือในใจเราเหมือนกัน

บทความจาก https://prakal.wordpress.com


วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

10 วิธีเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของคุณ

10 วิธีเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของคุณ

1.ฟังเพลงคลาสสิก: ลองเลือกเพลงคลาสสิกมาฟังยามที่คุณหมดมุก มีการศึกษาว่าหากฟังเพลงคลาสสิกจะช่วยทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘The Mozart Effect’ ที่ทำให้สมองคุณปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และมีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ เกิดขึ้น แม้วิธีนี้จะยังไม่มีการอธิบายผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ มันไม่มีผลเสีย ยกเว้นฟังเพลินจนหลับไป

2.เขียนด้วยมือ: ดร.แครี และอัลตัน บาร์รอน ผู้เขียนหนังสือ The Creativity Cure ให้คำแนะนำว่า ถ้าเปิด MS Word แล้วไม่สามารถร่ายไอเดียอะไรออกมาได้เลย ก็ปิดมันซะ แล้วหยิบกระดาษมาเขียนแทน บางครั้งการที่มือได้สัมผัสปากกา ได้เขียน ได้กลิ่นสมุดโน้ต รวมไปถึงกลิ่นน้ำหมึก มันอาจช่วยให้คุณกลั่นไอเดียบรรเจิดออกมาได้ด้วยปลายนิ้ว

3.ทำสมาธิ: บางทีการเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ในตอนที่คุณจิตใจว้าวุ่นก็ช่วยให้สมองคุณได้พัก และเข้าสู่โหมดฟื้นฟูสภาพจิตใจชั่วคราวได้ วิธีนี้ก็คล้ายวันที่เราเดินทางไกล เราก็ต้องแวะข้างทางเพื่อพักผ่อนไม่ใช่เหรอ นั่นแหละคล้ายๆ กัน

4.ขอความเห็นจากเพื่อน: มันไม่ยากหรอกที่จะเดินไปถามเพื่อนว่า เฮ้ย! ขอไอเดียหน่อยสิ เราคิดไม่ออก ถามไปเลยไม่ต้องอาย เพราะบางทีความคิดของเพื่อนอาจทำให้คุณเกิดไอเดียที่สามารถต่อยอดจนคุณหลุดพ้นสภาวะตีบตันก็ได้

5.เล่นเกมสุ่มคำ: ไปหยิบพจนานุกรมมาสักเล่มหนึ่งเปิดไปหน้าไหนก็ได้ สุ่มมาคำหนึ่งหรือประโยคหนึ่งแล้วเขียนสิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับคำที่เลือกมาลงไป เขียนอะไรก็ได้ การเขียนแบบอิสระตามความรู้สึกโดยมีกติกาเล็กๆ มากำหนดช่วยให้คุณระบายความอัดอั้น และยังสร้างไอเดียดีๆ ออกมาได้ด้วย

6.ฝันกลางวัน: เปิดโอกาสให้ตัวเองสามารถเพ้อฝันถึงอะไรก็ได้ คิดฝันไปเรื่อยๆ อย่างไร้ขอบเขต คิดถึงอนาคตที่ดีกับคนที่คุณแอบรัก คิดถึงธุรกิจในอนาคต การคิดแต่สิ่งดีๆ ที่คุณชอบเป็นการผ่อนคลายสมองวิธีนึง

7.คิดถึงอนาคต: มีผลวิจัยระบุว่า มนุษย์จะมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีขึ้นเมื่อได้คิดถึงอนาคตหรืออดีตที่ผ่านมา หรือสถานที่อื่นๆ ที่ไกลออกไป (ยิ่งไม่เคยไปยิ่งดี) แล้วปล่อยจินตนาการของคุณไปกับเรื่องเหล่านั้น ถือเป็นการพักผ่อนสมองไปในตัว

8.ขำน้อยๆ แต่พองาม: การหัวเราะช่วยให้คุณผ่อนคลายได้จากสถานการณ์ที่บางทีก็ดูบีบคั้นเกินไป ลองหัวเราะออกมาเบาๆ อาจจะแค่ ฮ่าๆ หรือหึหึ การหัวเราะจะช่วยสร้างอารมณ์เชิงบวกให้ได้ไม่มากก็น้อย หึหึ

9.อยู่ในที่โล่งๆ กว้างๆ: มีการศึกษาว่าคนที่นั่งคิดงานอยู่ในพื้นที่โล่ง จะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีกว่าคนที่อุดอู้ทำงานอยู่แต่ในห้องหรือที่แคบๆ หรือถ้าออกไปทำงานข้างนอกออฟฟิศมันยากไป ก็ไปนั่งในห้องโถงของออฟฟิศก็ได้ ขอแค่กว้างกว่าห้องทำงานของคุณก็พอ

10.บริหารดวงตา: บริหารดวงตาของคุณด้วยการกรอกตาไปมา จากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย จะช่วยบริหารสมองทั้งสองซีกไปพร้อมๆ กัน และอาจจะช่วยให้สมองโล่งขึ้นก็ได้ เอ้า! ลองดูกันได้เลย

ข้อมูลจาก http://men.sanook.com


วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

10 สิ่งที่คุณต้องเผชิญ เมื่อออกตามล่าฝัน

10 สิ่งที่คุณต้องเผชิญ เมื่อออกตามล่าฝัน


1. คุณจะรู้สึกกลัว ในการก้าวออกจาก Comfort Zone ที่คุณคุ้นเคย

บอกตัวเองว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนก็กลัว แต่เขากลัวการมีชีวิตที่ตัวเองไม่ต้องการมากกว่า

2. บางครั้งคุณจะรู้สึกเสียความมั่นใจในสิ่งที่ทำอยู่

คุณมี 2 ทางเลือกคือ หยุดพักเพื่อหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติม หรือ สร้างความศรัทธาเพิ่มให้กับตัวเอง โดยบอกตัวเองว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คุณก็จะสามารถเอาตัวรอดได้ และได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นมากมาย

3. คุณจะหวั่นไหวจากการถูกยั่วยวนด้วยงานที่มั่นคงกว่า

ระหว่างทางมักมีสิ่งที่คอยดึงดูดความสนใจให้คุณเลือกเปลี่ยนเส้นทางอยู่เสมอ

4. คุณจะไม่สามารถทำตามความต้องการของทุกคนที่อยู่รอบตัวได้

หลายคนที่รักคุณหรือคนที่คุณรักอาจไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ เพราะด้วยความเป็นห่วง

5. คุณจะค้นพบราคาที่คุณต้องจ่ายในการทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง

คุณพบว่าตัวเองต้องใช้เวลาอย่างมากอย่างที่ไม่คิดมาก่อนในการเรียนรู้ ฝึกฝน ลองผิดลองถูก เพื่อทำในสิ่งที่คุณต้องการให้ได้ดีกว่าคนอื่น ซึ่งระหว่างทางคุณจะพบกับอุปสรรคและความผิดหวังมากมาย ที่อาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา

6. คุณจะได้เรียนรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง

หลังจากฝ่านความผิดหวังมากมาย คุณจะเริ่มพบกับความสำเร็จทีละเล็กละน้อย ที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตัวคุณเองมากขึ้น จนคุณเริ่มรู้สึกว่าเริ่มหายใจด้วยจมูกของตัวเองได้ และเริ่มยืนด้วยสองขาของตัวเองได้ สำหรับผม มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เกินคำบรรยายจริงๆ

7. คุณจะพบเพื่อนที่เลือกทางเดินในการตามหาฝันเช่นเดียวกับคุณ

แม้คนที่ตัดสินใจออกตามหาความฝันและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จะเป็นคนส่วนน้อย แต่คุณจะพบเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากมาย ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่เดียวดายอีกต่อไป เช่น วู๊ดดี้ ชอบคุยก็ได้ทำรายการ Talk Show, ธงชัย ใจดีชอบเล่นกอล์ฟ ก็เลือกทำอาชีพนักกอล์ฟ หรือ ผมที่ชอบแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆ

8 คุณจะได้เรียนรู้ในเรื่องความอดทน

กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียวฉันได้ ความสำเร็จของคุณก็ต้องใช้เวลา อดทน และรอคอย

9 คุณจะได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของคำว่าศรัทธาและความเชื่อมั่น

คนทั่วไป เห็น แล้วจึง เชื่อส่วนคนที่ประสบความสำเร็จ เชื่อ แล้วคุณจึงมองเห็น
การมีศรัทธา คือ การมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ต่อสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับคุณมาก่อน

10 คุณจะพบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

คุณจะพบว่าตัวเองอยากจะกระโดดลุกขึ้นจากเตียงทุกเช้า เพื่อตื่นขึ้นมาทำสิ่งต่างๆที่คุณวางแผนไว้ มีความสุขในการลงมือทำ และยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อคุณเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน คุณก็จะไม่หวั่นไหวแม้ว่าบางครั้งคุณจะเจออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่  และคุณจะไม่เหมือนคนเดิมอีกต่อไป
ข้อมูลจาก http://www.dek-d.com/board/view/3425216

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

4 เคล็ดลับ! สู่การเป็น CEO ก่อนอายุจะ 30

4 เคล็ดลับ! สู่การเป็น CEO ก่อนอายุจะ 30

 

ว่ากันว่าอายุเป็นเพียงตัว ‘เร่ง
ใครจะคาดคิดว่าแค่ตัวเลขสองหลัก จะมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ได้เพียงนี้ บางรายไม่อยากให้เลขมากขึ้น บางรายอยากเร่งให้เลขขึ้นไวบางรายเลขยิ่งมากยิ่งอุ่นใจ แต่บางรายเลขยิ่งขึ้นยิ่งรู้สึกว่าต้องรีบทำอะไรสักอย่างให้ประสบผลสำเร็จแล้ว!
ในการทำงาน, อายุที่มากขึ้น นั่นหมายถึงคุณภาพและประสบการณ์ที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่บางครั้งเรากลับพบว่าสิ่งที่สั่งสมมาอาจยังไม่เพียงพอกับการได้เลื่อนขั้น ติดบั้ง ประดับยศ ในตำแหน่งใหญ่ๆของบริษัท อย่าเพิ่งหมดหวังกันไปครับ เพราะเรามีเคล็ดลับฉบับรู้ทัน 3 วิธี สู่การตบเท้าขึ้นไปยืนตำแหน่ง CEO ก่อนที่อายุของคุณจะตบก้าวแซงไปที่หลักสามเสียก่อน

 ถูกที่-ถูก งาน
มีคนเคยกล่าวว่าทำงานที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าทำกับใคร ไม่จำเป็นว่าเราต้องได้อยู่บริษัทใหญ่ๆ มีชื่อเสียง อนาคตมั่นคง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ร่วมงานหรือคนที่เราทำงานด้วยต่างหาก คนเหล่านี้แหละเป็นคนที่ฝึกวิชาให้เราได้ดีที่สุด การที่เราได้ทำงานกับคนเก่ง และมีคุณภาพ จะทำให้เราซึมซับ และฝึกฝนวิชาไปในตัว ถึงจะเป็นบริษัทมีชื่อเสียงที่ใครๆก็อยากทำงานด้วย แต่ถ้าบุคลากรข้างในไม่ได้เรื่อง ก็ไม่มีประโยชน์ครับ พาแต่จะรั้งให้เราย้ำอยู่กับที่จนไม่ได้อะไรเลยเสียเปล่า

อายุการใช้งาน
อย่าปล่อยให้ อายุเข้ามาครอบงำและบดบังการทำงานของเรา บ่อยครั้งเราอาจต้องสั่งงานกับคนที่เราเรียกเขาว่า พี่!ด้วยยศตำแหน่งที่เราสูงกว่า จึงทำให้บางครั้งเราอาจรู้สึกลำบากใจ กลืนไม่เข้าสั่งไม่ออก กับการออกคำสั่งคนที่มีอายุมากกว่า ขอให้มองข้ามเรื่องนี้ไปให้ได้ครับ เมื่อไหร่ที่เรามองข้ามไปได้ คนที่ทำงานกับเราก็จะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน นึกไว้เสมอว่าหากวันนึงคุณได้ขึ้นไปยืนแท่น CEO ด้วยอายุเพียง 28 ถึงเวลานั้นก็ต้องมองข้ามเรื่องอายุไปให้ได้เหมือนกัน ฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้อย่างไม่มีที่ติเลยเชียวล่ะ

รอมากมักลาภหาย
บ่อยครั้งที่เราเลือกที่จะรอโอกาสดีๆให้วิ่งเข้ามาหา จากนั้นจึงค่อยกระโจนเข้าใส่ แต่เชื่อเถอะครับว่าคนที่ชอบรอ ก็ยังคงเป็นคนที่ต้อง รออยู่วันยันค่ำ ก้าวออกมาจากความคิดเดิมๆ และมองหาโอกาสดีๆให้กับตัวเองบ้าง บุกบ้าง ถอยบ้าง ก็ไม่ได้ผิดกติกาแต่อย่างใด โอกาสมันไม่ได้มาหาเรา เราต้องเข้าหามันก่อนเสมอ เพราะเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเองเสมอจงอย่าให้คนอื่นมาเลือกให้เราครับ

วิทยา งาน’ 3 สิ่ง
3 สิ่งสำคัญที่เราขาดไม่ได้ ต้องพกติดตัวเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ใช้เลยเชียวล่ะ คือ 1.น้ำเสียง 2.แววตา 3.คุณภาพทางใจ ทั้งสามอย่างนี้ถูกควบคุมด้วยสิ่งเพียงสิ่งเดียว คือ ใจ’ เมื่อจิตใจเราดีทุกอย่างดีหมด น้ำเสียงบอกพลัง แววตาบอกความมุ่งมั่น คุณภาพทางใจบอกความสุขความสบายทั้งกายและใจของเรา เหมือนดังคำกล่าวที่ว่าทุกสิ่งสำเร็จได้เพราะใจ ครับ
เราต้องพร้อมเสมอที่จะเรียนรู้ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้พร้อมเสมอที่จะได้รับการสั่งสอนก็ตาม อย่าท้อถอยครับ

ข้อมูลจาก http://www.marketingoops.com