วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

20 สิ่งที่คุณไม่ควรเขียนใน เรซูเม่ (Resume)

20 สิ่งที่คุณไม่ควรเขียนใน เรซูเม่ (Resume)
20 Things You Should Leave Off Your Resume
     


















































































1. Secondary skills.
ความสามารถอื่นๆของคุณ
ถ้าคุณมีความสามารถอื่นๆที่คุณมั่นใจว่าจะพัฒนาต่อไปในงานใหม่ที่คุณกำลงสมัคร ให้คุณใส่เอาไว้ในอันดับแรกๆของเรซูเม่ของคุณ แต่ระวัง! เอาความสามารถที่คุณคิดว่าคุณจะไม่ทำหรือทำได้ไม่ดีแน่ๆในงานที่คุณกำลังสมัครออกซะ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะลำบากในภายหลังที่จะต้องทำมันในขณะที่หัวหน้างานของคุณคาดหวังว่าคุณควรต้องทำมันได้ดี

2.
High school jobs.
งานรับจ๊อบระหว่างที่คุณอยู่ชั้นมัธยม
อย่าใส่เรื่องเกี่ยวกับงานเล็กๆน้อยๆที่คุณรับทำในระหว่างที่คุณเรียนอยู่ชั้นมัธยม ยกเว้นว่าคุณเพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยม

3.
The unprofessional (silly) email account.
ชื่ออีเมล์ที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ (หรือ อีเมล์ที่ดูเด็กๆ ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่)
ถ้าคุณยังคงใช้ชื่ออีเมล์เก่าๆ เดิมๆ ตลอดเวลา เช่น
missu@hotmail.com เลิกใช้มันซะ !!! และสร้างอันใหม่ที่ดูเป็นมืออาชีพมากกว่านี้


4.
Misspelled words and poor grammar.
สะกดคำผิดๆและใช้ไวยกรณ์ที่ไม่ถูกต้อง
การที่คุณสะกดคำผิดๆหรือใช้ไวยกรณ์ไม่ถูกต้องเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้คุณไม่ได้รับแม้แต่โอกาสที่จะสัมภาษณ์งาน ตรวจคำผิดหลายๆครั้งด้วยตัวคุณเอง และควรให้เพื่อนหรือคนอื่นตรวจให้คุณอีกครั้งก่อนที่จะส่งเรซูเม่

5.
Superfluous things.
ใส่ข้อมูลมากมายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงาน
อย่าใส่ข้อมูลมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะสมัคร โดยเฉพาะเรื่องงานอดิเรก ลงในเรซูเม่ของคุณ แต่คุณสามารถเก็บสิ่งเหล่านี้ไปเล่าในระหว่างที่คุณสัมภาษณ์งาน สิ่งที่คุณสามารถใส่ลงในเรซูเม่ของคุณได้คือเรื่องที่คุณทำงานเพื่อสังคมหรือเรื่องเกี่ยวกับงานเดิมของคุณ

6.
Old-school resume formatting.
รูปแบบเรซูเม่แบบเดิมๆ
เปลี่ยนรูปแบบเรซูเม่ของคุณเสียบ้าง หารูปแบบใหม่ๆที่ดูสะดุดตา เพื่อให้นายจ้างรู้สึกประทับใจแล้วรู้สึกว่าคุณน่าสนใจ แต่ไม่ใช่เรซูเม่แบบที่เน้นสีสรร และดูไม่เป็นมืออาชีพ ใช้ฟอนต์ (
Font) เดียวกันทั้งเรซูเม่/เอกสารเพื่อให้ดูไปในทำนองเดียวกัน

7.
The "Objective" section.
เป้าหมายในการทำงาน
แทนที่จะพรรณาว่าอะไรที่คุณค้นหาคุณต้องการอะไรในการที่จะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ อย่าลืมที่จะใส่
เป้าหมายในการทำงานของคุณ บอกผู้สัมภาษณ์งานว่าคุณมีความสามารถอะไรบ้างและความสามารถนั้นของคุณมีประโยชน์อะไรบ้างกับองค์กร

8.
Personal information.
เรื่องส่วนตัว
คุณไม่จำเป็นที่จะต้องบอกเรื่องความเห็นเกี่ยวกับเชื่อชาติ และ ศาสนา (ยกเว้นว่างานนั้นๆจะเกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องนี้) เหตุผลที่คุณเปลี่ยนงาน ที่อยู่และ ชื่อของนายจ้างเดิม


9. A photo.
รูปถ่าย 
รูปถ่ายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและเป็นหนึ่งสิ่งที่จะสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้สัมภาษณ์ของคุณ และเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณได้รับโอกาสในการเรียกเข้าสัมภาษณงาน ดังนั้น ใส่รูปที่เป็นมืออาชีพ ไม่ใส่รูปกลุ่ม และไม่ควรจะใส่รูปที่ดูเหมือนถ่ายเล่นอยู่กับเพื่อน เว้นเต่คุณจะเป็นดารา

10.
Gaps in work experience (if you can).
ช่วงเวลาของประสบการณ์ทำงาน
คุณอาจจะมีช่วงเวลาที่ว่างงานสัก 2-3 เดือนในระหว่างที่คุณลาออกจากงานเดิมและหางานใหม่ พยายามเติมช่องว่างหรือช่วงเวลาว่างๆนั้นด้วยงานเพื่อสังคมหรือประสบการณ์ในการไปช่วยธุรกิจเล็กๆน้อยของเพื่อนเก่าคุณ (ซึ่งคุณสามารถใส่ว่าคุณไปช่วยในฐานะที่ปรึกษา)

11.
Your home number (if you still have one).
เบอร์โทรศัพท์บ้าน (ถ้ามี)
อย่าใส่เบอร์โทรศัพท์บ้านของคุณ แต่ควรจะใส่เบอร์มือถือของคุณลงในเรซูเม่ ผู้สัมภาษณ์งานชอบที่จะติดต่อคุณได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่คุณอยู่บ้านเท่านั้น

12.
References.
บุคคลอ้างอิง
เราแนะนำให้คุณใส่ชื่อบุคคลอ้างอิงในเรซูเม่ของคุณ ถ้าคุณไม่ใส่ คุณก็จะถูกถามในระหว่างการสัมภาษณ์งานอยู่ดี พยายามใส่รายชื่อบุคคลอ้างอิงให้มากที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้ หรืออย่างน้อย 2 คน

13.
The second page.
หน้าที่ 2 ของเรซูเม่
พยายามใส่สิ่งที่สำคัญๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณและประสบการณ์ทำงานในหน้าแรกของเรซูเม่ของคุณเท่านั้น เพราะผู้สัมภาษณ์งานส่วนมากแทบจะไม่เปิดหน้าที่2 ของเรซูเม่ของคุณ

14.
Beginning and end months.
วันเริ่มต้นและสิ้นสุดของเดือน
ใส่เฉพาะปีที่เริ่มต้นและปีที่สิ้นสุดการทำงานในประสบการณ์ทำงานของคุณ อย่าใส่เดือนที่เริ่มต้นและสิ้นสุด ยกเว้นว่าตำแหน่งงานเดิมนั้นจะเริ่มต้นและสิ้นสุดภายในปีเดียวกัน

15.
The word "Resume."
หัวข้อ เรซูเม่” อย่า!! อย่าตั้งหัวข้อของเรซูเม่คุณว่า เรซูเม่

16.
Paragraphed job descriptions.
ย่อหน้าของแบบบรรยายลักษณะงาน
ใช้
Bullet Point ในการอธิบายลักษณะงานของคุณ แต่คุณควรระวังที่จะไม่ใช้มันมากจนเกินไป เพราะมันทำให้ผู้อ่านตาลาย ผู้สัมภาษณ์งานส่วนมากจะเลิกอ่านเรซูเม่ที่มีย่อหน้าและเนื้อหามากจนเกินไป และมักจะเลือกอ่านเรซูเม่ที่จัดวางเป็น Bulletที่อ่านง่ายและสะอาดตา

17.
Salary figures--past and future.
จำนวนเงินเดือนทั้งปัจจุบันและที่คาดหวังไว้ในงานที่สมัคร
อย่าใส่เงินเดือนปัจจุบันเกินความเป็นจริงที่คุณได้ อย่าลืม! ว่าความลับไม่มีในโลกและผู้สัมภาษณ์งาน ปัจจุบันมักจะโทรถามนายจ้างเก่าหรือบุคคลอ้างอิงของคุณก่อนที่จะเรียกคุณเข้าสัมภาษณ์งาน ทำการบ้านและเช็คว่าประสบการณ์ของคุณกับเงินเดือนควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ลองเทียบกับบริษัทแบบเดียวกัน และตำแหน่งเดียวกันดู เพราะคุณไม่ควรที่จะเรียกร้องเงินเดือนมากกว่าความสามารถของคุณนัก เพราะมันจะทำให้คุณดูเป็นคนที่เรียกร้องจากองค์กรมากกว่าที่จะทำอะไรเพื่อองค์กร

18.
Generic job titles.
ชื่อตำแหน่งงาน
ใส่ชื่อตำแหน่งงานเดิมของคุณตามความความเป็นจริงและเหมาะสม ซึ่งควรจะเป็นตำแหน่งงานแบบสากล ตำแหน่งงานเดิมที่เป็นสากลและเรียงเป็นขั้นนี้จะช่วยให้ผู้สัมภาษณ์หรือนายจ้างใหม่มีไอเดียมากขึ้นว่าคุณเคยทำอะไรมาและคุณควรอยู่ตำแหน่งใดต่อไป

19.
Duties and responsibilities.
หน้าที่และความรับผิดชอบ
ถ้าคุณอยากให้ผู้สัมภาษณ์หรือนายจ้างใหม่เห็นว่าคุณมีความสามารถมากกว่าผู้แข่งขันคนอื่นๆ เลิกใส่หน้าที่และความรับผิดชอบในตำแหน่งงานเดิมของคุณลงในเรซูเม่ แต่คุณควรจะเริ่มใส่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณเคยได้ผ่านความท้าทายมาและคุณสามารถเอาชนะหรือทำมันสำเร็จได้อย่างไร หรืออธิบายว่าองค์กรณ์จะได้ประโยชน์อะไรจากความกระตือรือร้นและความคิดสร้างสรรนี้ของคุณ อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจย้ายงานไปสู่องค์กรณ์ที่ดีขึ้นกว่าองค์การที่คุณเริ่มทำงาน

20.
Age identifiers.
การระบุวันที่
ถ้าคุณคิดว่าอายุของคุณอาจจะมากเกินกว่าตำแหน่งที่คุณสมัคร อย่าใส่ตำแหน่งงานและระยะเวลาของงานที่คุณเคยทำเมื่อนานมาแล้ว อย่าระบุวันที่ที่คุณเรียนจบ เพราะมันจะทำให้ผู้สัมภาษณ์งานเลือกที่จะข้ามเรซูเม่ของคุณไป สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ ทำให้ผู้สัมภาษณ์งานเห็นว่าคุณน่าสนใจและเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นแค่ไหนในวันที่คุณได้มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์งาน แสดงให้ผู้สัมภาษณ์งานเห็นว่าอายุของคุณเหมาะสมกับความสามารถและตำแหน่งงานนั้นที่สุด

ข้อมูลจาก AEC Job Listing 

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด

จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด




1. รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือน

          หากเราจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายเป็นประจำ สม่ำเสมอ จะทำให้เรารู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือนของเรา ว่าในแต่ละเดือนเราใช้เงินไปเท่าไร ใช้จ่ายกับเรื่องอะไรบ้าง เพียงพอกับรายได้ที่เราได้รับหรือไม่ เช่น มีรายรับเข้ามาเดือนละ 5,000 บาท ก็จดบันทึกว่าเราจ่ายเงินไปกับค่าเดินทางเท่าไร ทานข้าว ซื้อขนมไปเท่าไร ซื้อของไปเท่าไร เหลือเงินเท่าไร เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหรือไม่

          หากมีเงินเหลือก็เก็บออมไว้ เผื่ออยากได้อะไร หรืออยากทำอะไร จะได้มีเงินส่วนนี้ไว้ใช้ในอนาคต แต่หากพบว่ารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และวางแผนการใช้เงินในเดือนถัดไปให้เพียงพอกับรายรับที่เข้ามา   

 2. ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น


          การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย นอกจากจะทำให้รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือนของเราเองแล้ว ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือเรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของเราได้อีกด้วย เนื่องจากบางครั้งเรามักจะใช้จ่ายเงินกับสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี เพื่อซื้อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับตัวเอง เช่น ชอบไปทานข้าวนอกบ้าน ชอบไปเที่ยว ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ โดยลืมคิดไปว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและคิดเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร

          หากเราจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ก็จะทำให้เรามองเห็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ และสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น 

 3. จัดสรรเงินออมและเงินลงทุน

          ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงอีกอย่างหนึ่งของการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย คือ ช่วยให้เราสามารถจัดสรรเงินออมและเงินลงทุนได้อย่างลงตัว เพราะหากเราไม่ได้บริหารจัดการเงิน แต่อยากลงทุน และนำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่เราสนใจเลย เช่น ซื้อกองทุน เล่นหุ้น ก็อาจทำให้เกิดปัญหาการเงินตามมาได้ เนื่องจากเงินที่มีไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย และผลตอบแทนจากการลงทุนก็ไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเราจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ เป็นจำนวนเงินมากน้อยแค่ไหน

          การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย จึงทำให้เรารู้ตัวเลขเงินออมที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน และสามารถจัดสรรได้ว่า เงินส่วนไหนจะเก็บไว้เป็นเงินออม และเงินส่วนไหนที่จะนำไปลงทุน เป็นจำนวนเท่าไร เพื่อให้ใช้เงินได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

          การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย มีประโยชน์มากมาย หากใครสนใจ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือกลัวว่าจะยุ่งยาก ขอแนะนำโปรแกรม K-Expert Saving Memo ซึ่งเป็นโปรแกรมบันทึกเงินออมที่จะช่วยให้เราจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ง่าย ๆ โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีได้ที่www.askkbank.com/k-expert ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งแบบออฟไลน์ โดยเป็นโปรแกรม Excel และเริ่มต้นจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายกันได้เลยค่ะ

10 นิสัยดีๆ ที่เปลี่ยนคุณให้กลายเป็นคนฉลาด

10 นิสัยดีๆ ที่เปลี่ยนคุณให้กลายเป็นคนฉลาด


1. คิด 10 ไอเดียใหม่ๆในทุกๆวัน
การเริ่มต้นคิดอะไรใหม่ๆก็เหมือนเป็นการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อสมองคุณ ไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดที่ดีเสมอไป ขอแค่ลองคิดก็เพียงพอแล้ว อนาคตใครจะรู้ว่าเงินร้อนล้านอาจมาจากความคิดง่ายๆของคุณ
2. อ่านหนังสือพิมพ์
คุณจะได้รับข่าวสารที่แปลกใหม่เสมอ และเวลาเข้าสังคมคุณจะได้คุยกับเพื่อนๆแบบรู้เรื่อง
3.สร้างความเห็นที่แตกต่างกัน
พยายามแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป คิดนอกกรอบ มันจะช่วยให้คุณเปิดรับสิ่งใหม่ๆและต้องยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย
4.อ่านหนังสือหนึ่งบทในชีวิตประจำวัน
จะเป็นนิยายหรือไม่ใช่นิยายก็ไม่สำคัญ เพราะการอ่านเป็นหัวใจสำหรับการออกกำลังกายของสมอง และพอกพูนความรู้ไปเรื่อยๆ อย่าบอกนะว่าไม่มีเวลาอ่าน ควรให้เวลากับมันบ้าง
5.หาเรื่องที่สนใจและศึกษาอย่างจริงจัง
ค้นหาตัวเองให้เจอว่าชอบอะไรสนใจเรื่องไหนและพยายามค้นคว้าอย่างจริงจัง
6.หาบุคคลที่เป็นแรงบัลดาลใจ
จะเป็นใครก็ได้ขอแค่มีแนวคิดที่เจ๋งๆ มีวิถีชีวิตที่น่าเป็นแบบอย่าง หากคิดไม่ออกบอกเฟซบุ๊กก็ได้
7.แบ่งปันความรู้สู่ผู้อื่น
การสอนผู้อื่นเสมือนเป็นการทบทวนความรู้และเสริมสร้างความรู้ของคุณ อีกทั้งมันยังทำให้คุณดูฉลาดขึ้นอีกด้วย
8.บันทึกสิ่งที่คุณเรียนรู้
จะจดใส่กระดาษหรือเขียนเป็นบล็อคลงเนตก็ได้ นอกจากจะเป็นการจดบันทึกแล้วมันจะทำให้คุณเป็นคนมีความรับผิดชอบอีกด้วย
9. คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
ถ้าเป็นไปได้จริงควรจะออกไปเที่ยวกับคนที่มีความรู้ความฉลาดกว่าคุณ เพราะคนเหล่านี้จะสอนสิ่งใหม่ ๆ เวลาที่คุณเห็นพวกเขาทุกคนพูดถึงความรู้ใหม่ๆมันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณด้วย
10.เอาชนะความกลัว
อย่ามัวแต่กลัวที่จะทำ อย่าขัดวันประกันพรุ่ง จงเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อความเร็จของคุณเอง

ข้อมูลจาก http://men.sanook.com/



วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

12 ลักษณะเจ้านายที่ดี

12 ลักษณะเจ้านายที่ดี


1. คิดบวก ในการทำงานต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูงคงไม่มีใครต้องการคนที่มาคอยจ้องจับผิดและส่งแต่พลังงานแง่ลบมาให้
2. ความซื่อสัตย์ การทำตัวโปร่งใสและซื่อสัตย์กับพนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อใจ
3. จัดสรรคนทำงาน จัดคนให้เหมาะกับงาน และให้อำนาจลูกน้องตัดสินใจเอง ลูกน้องทุกคนล้วนอยากแสดงฝีมือในการสร้างงาน 
4. การสื่อสารเป็นทักษะของผู้นำที่ดีที่สุด เจ้านายที่ดีย่อมรู้กาลเทศะว่าเมื่อไรควรพูด แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือรู้ว่าเมื่อไรไม่ควรพูด
5. รู้จักวิธีสร้างแรงบันดาลใจ ต้องรู้วิธีกระตุ้นคน เมื่อเกิดเรื่องใหญ่ ควรรู้ว่าควรจัดการกับมันอย่างไร และจะทำให้พนักงานจัดการกับมันอย่างไรด้วย
6. สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ  ทำให้ทุกคนร่วมกันเติมโตสู่เป้าหมายระยะยาวเดียวกัน 
7. ส่งเสริมสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน  ให้โอกาสพนักงานสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว ให้พวกเขาอุ่นใจและรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นแค่ลูกจ้าง แต่เป็นคนสำคัญของบริษัทต่างหาก
8. ให้เครดิตพนักงาน รู้จักที่จะรู้คุณค่าของพนักงาน และอย่าลืมการให้คำชื่นชมย่อมเป็นกำลังใจสู่ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืน
9. สนับสนุนให้มีการเติบโต  การพัฒนาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายวิธีการ ต้องกระตุ้นให้พนักงานมั่นใจว่าตนสามารถเรียนรู้ได้จากความผิดพลาด มากกว่าที่จะกลัวผิดพลาด
10. ชื่นชมพนักงานของคุณ แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณรู้สึกขอบคุณและรู้ถึงคุณค่าของพวกเขา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ความสามารถในการชื่นชมคนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นทักษะขั้นสุดยอดของผู้นำ 
11. เป็นผู้ชี้แนวทาง ทักษะสำคัญของการเป็นเจ้านายที่ดีคือ การเป็นครูหรือโค้ช ต้องชี้นำพวกเขาไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยสอนเขาให้ทำงานได้ดีพอ ๆ กับตัวคุณเอง หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ต้องดีให้ยิ่งกว่า
12. มีความยุติธรรมให้ถึงที่สุด เจ้านายที่ดีต้องตระหนักว่าทุกคนต้องการได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม ทุกคนมีโอกาสเสมอภาคกันในการแสดงฝีมือ/ผลงาน



Cr.officevibe    

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันได 3 ขั้นสู่อาชีพเสริม

บันได 3 ขั้นสู่อาชีพเสริม


ก้าวที่ 1
ค้นหาอาชีพเสริมที่ใช่จากสิ่งที่ชอบ โดยอาจจะเริ่มต้นจากสิ่งที่รัก ที่อาจจะเป็นงานอดิเรก ของสะสม เช่น บางคนรักการชอปปิ้ง หลงใหลการดื่มกาแฟ หรือจะเริ่มต้นจากความสามารถก็ได้ โดยต้องลองนึกดูว่ามีความสามารถหรือทักษะอะไรบ้าง เช่น เย็บปักถักร้อย ทำอาหาร ที่สามารถจะนำมาคิดและคัดสรร แต่งเติมจนเป็นอาชีพเสริมได้อย่างสบาย นอกจากนี้ ยังอาจเริ่มต้นอาชีพเสริมจากประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะทำให้อาชีพเสริมที่เลือกประสบความสำเร็จได้อย่างที่ใจคิด
ก้าวที่ 2
เลือกรูปแบบของอาชีพที่เหมาะสม กล่าวคือหลังจากที่รู้ว่าจะทำอะไรแล้ว ก็จะต้องตั้งคำถามว่า What และ How โดยคำว่า What ก็คือการเลือกรูปแบบธุรกิจ ระหว่างทำเพื่อขายซื้อมาขาย หรือธุรกิจบริการ ถ้าทำเพื่อขาย ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตของตนเอง ส่วนการซื้อมาขายก็ขึ้นอยู่กับการหาแหล่งซื้อที่มีราคาถูก ส่วนรูปแบบธุรกิจบริการหัวใจคือทักษะและความสามารถเป็นหลัก
สำหรับคำตอบของ How ก็คือ การเลือกช่องทางการขายไม่ว่าจะเป็นการขายด้วยตนเอง ขายออนไลน์ หรือขายแบบมีหน้าร้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน การขายเองก็ต้องมีการพบปะลูกค้า การขายผ่านออนไลน์แม้จะลงทุนน้อย แต่ต้องมีทักษะทาง IT อยู่บ้างและต้องขยันอัพเดตตัวเองบ่อยๆ ส่วนการมีหน้าร้าน อาจมีข้อจำกัดเรื่องทุนและเวลา แต่ก็เป็นช่องทางที่มีความน่าเชื่อถือ
ก้าวที่ 3
เริ่มต้นอย่างมั่นใจ เป็นก้าวที่จะบอกว่าทำอย่างไรให้อาชีพที่เริ่มต้น เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งมี 5 ข้อ คือ
1. รู้จุดแข็งของอาชีพ
2. เข้าใจตลาด
3. ค่อยเป็นค่อยไป
4. รักษาคุณภาพ
5. จัดสรรเวลาและเงินให้ลงตัว

ข้อมูลจาก http://money.sanook.com/

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

"วอเรน บัฟเฟต"

"วอเรน บัฟเฟต" หมัดน๊อก 35 หมัดบนสังเวียนชีวิตที่ผมชกมา 29 ปี 


1. เราเลือกหลายๆ อย่างในชีวิตไม่ได้ เช่น เราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกหน้าตาไม่ได้ การมานั่งคิดเรื่องที่เราแก้ไขไม่ได้ เป็นเรื่องเสียเวลา ทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็นจะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่ากว่า

2. อย่าเรียกร้องจากชีวิตมากเกินไป แต่ก็อย่าโอ๋ตัวเองมากจนสำออย ควรพยายามตั้งใจเข้าให้ถึงเส้นชัย แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยที่เราจะต้องเข้าถึงเส้นชัยก่อนใคร ไม่จำเป็นด้วยว่าต้องติดอันดับใดๆ

3. เรื่องไม่ดี เรื่องผิดหวัง ปัญหาที่ผ่านไปแล้ว เรียนรู้จากมันแล้วก็จบๆ ไป เลิกคิด อย่าคิดวนไปวนมา การเอาปัญหาที่ผ่านไปแล้วมาคิดซ้ำๆ ก็เหมือนเราเป็นแผล แล้วเราเอามือบี้แผลเล่นซ้ำๆ อยู่ยังงั้น

4. เรื่องที่ยังไม่เกิด เราก็ไม่ควรทุกข์ การทุกข์ไปล่วงหน้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย คนเรามักทุกข์ไปก่อนเกินเหตุ แล้วต่อให้มันเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ เราไปทุกข์ตอนนั้นก็ยังทัน ตั๋วทุกข์ไม่มีหมด มีแจกตลอดเวลา ไม่ต้องรีบไปแย่งมา

5. เราไม่ได้ monopoly ความทุกข์ มันไม่ใช่เรื่อง personal เราไม่ได้มีความทุกข์อยู่คนเดียว ใครๆ ก็มีความทุกข์กันทั้งนั้น เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ฝนไม่ได้ตกอยู่บนหัวเราคนเดียว แบบสติ๊กเกอร์ใน line ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม

6. การอ่านเป็นการเปิดโลกกว้าง ทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ทำให้เราสามารถเรียนรู้จากชีวิตคนอื่น โดยที่เราไม่ต้องไปเจอกับเรื่องนั้นๆ เอง หนังสือคือแหล่งความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด คุ้มค่าที่สุด นั่งทำไรอยู่ หาหนังสือมาอ่านซิครับ

7. มี inner scorecard เป็นมาตรวัดตัวเอง คนที่วัดตัวเองด้วย outer scorecard หรือวัดจากความคิดของคนอื่น อยากได้รับความชื่นชมจากคนอื่น นอกจากจะต้องสร้างความสำเร็จแล้ว ยังต้องป่าวประกาศด้วย มันน่าเหนื่อย!!!

8. เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เรารู้ชัดๆ ตอนนั้นไม่ได้หรอกว่า มันคือโชคดีหรือโชคร้าย เรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้าย จริงๆ แล้วอาจจะเป็นโชคดี เรื่องที่ดูเป็นโชคดี จริงๆ แล้วอาจจะเป็นโชคร้ายก็ได้ ถ้าเราดูกันยาวๆ หน่อย

9. อย่าหมกมุ่นกับเชิงปริมาณมากเกินไป เชิงคุณภาพสำคัญกว่าเยอะ มีเพื่อนกินข้าวกี่คนไม่สำคัญเท่ากับว่าเวลาเรามีปัญหา มีเพื่อนกี่คนที่ยินดีรับฟังและช่วยเหลือเรา อ่านหนังสือกี่เล่มไม่สำคัญเท่ากับว่าเราอ่านหนังสือดีๆ ไปกี่เล่ม

10. เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไขว่คว้า ตอนที่เราถึงจุดหมายเป็นแค่ฉากสั้นๆ ฉากหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ถ้าเราไม่มีความสุขระหว่างทาง เราจะเสียเวลาส่วนใหญ่ของเราไป

11. อย่าใช้เงินเป็นตัวตั้งมากเกินไป เพราะจริงๆ เราไม่ได้อยากได้เงินเพราะอยากได้เงิน แต่เราอยากได้เงินเพราะคิดว่าเงินมันจะทำให้เรามีความสุข

12. ความฝัน ไม่ได้มีไว้ให้ฝัน แต่มีไว้ให้เราทำให้มันเป็นจริง นั่งฝันแล้วไม่ลงมือทำ มันก็คงเป็นได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ

13. อยากทำอะไร ทะยอยทำ อย่าบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำตอนอายุเท่านั้นเท่านี้ ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่า นาทีต่อไป เราจะยังหายใจอยู่หรือเปล่า

14. กราฟชีวิตคนเรามีหลายแบบ พุ่งจากล่างขึ้นบน ดิ่งจากบนลงล่าง ราบเรียบไปเรื่อย พุ่งแล้วราบเรียบ พุ่งแล้วดิ่ง สารพัดแบบฉะนั้น ตอนอยู่สูง อย่าผยอง ตอนตกต่ำ อย่าท้อ

15. ความรักที่แท้จริงคือการให้ที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน การให้ที่หวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่ความรักที่แท้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

16. การปฏิบัติกับคนอื่นแตกต่างกันตามฐานะหรือสถานะทางสังคม เป็นสิ่งไม่ควรทำ ลูกเศรษฐีที่งอมืองอเท้าไปวันๆ จะมีค่ามากกว่าคนกวาดขยะที่ตั้งใจทำงานได้ยังไง ไม่เข้าใจ

17. การปฏิบัติกับคนอื่นเป็น butterfly effect เราโมโหใส่คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล คนที่ถูกโมโหก็อาจจะไปโมโหคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายิ้มแย้มกับคนอื่น เค้าก็อาจทำแบบเดียวกันกับคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อยๆ

18. อย่าเชื่อใครเพียงเพราะเค้ามีสถานะเหนือกว่าหรืออายุมากกว่า เช่น ครูจะพูดถูกก็เพราะสิ่งที่ครูพูดมันถูก ไม่ใช่ถูกเพราะครูเป็นครู

19. การเลือกที่จะมีความสุขเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ในนาทีนี้เลย โดยที่ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ

20. อย่ายอมให้ใครมาทำลายความฝันหรือบั่นทอนเรา เค้าไม่รู้จักเรา เค้าไม่มีสิทธิ์มาพิพากษาชีวิตเรา แต่ยังไงก็ตาม เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองด้วย

21. การต่อสู้เพื่อความถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอดทนอดกลั้น

22. ก่อนจะนับถือชื่นชมใคร ดูละเอียดๆ ซักนิด อย่าดูแต่เปลือก คนเรามักจะให้เราเห็นเฉพาะสิ่งที่เค้าอยากให้เราเห็นเท่านั้น

23. ควรสนับสนุนชื่นชมคนทำดี เค้าคงทำดีของเค้าแหละ แต่อย่างน้อย เค้าจะได้มีกำลังใจมากขึ้น

24. คุณลักษณะอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จคือการ focus อย่าทำอะไรสะเปะสะปะ เยอะแยะไปหมด แต่ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย ชีวิตคนเราต้องมีวิชาเอก

25. ความสำเร็จที่เกิดจากทักษะเท่านั้นที่จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่เกิดจากโชคมันไม่ยั่งยืน เปลืองธูปด้วย เพราะเราต้องไหว้เจ้าเยอะ

26. การซื้อของ เราได้ของมาก็จริง แต่พอนานๆ ไป ค่าของมันก็จะน้อยลง เรามักเห่อแค่ตอนแรกๆ ในทางตรงกันข้าม การซื้อประสบการณ์ มันจะตราตรึงในความทรงจำของเราตลอดไป

27. โลกเราไม่มีอะไรที่เราจะได้มาฟรีๆ ทุกอย่าง เราต้องเอาอะไรบางอย่างไปแลกมาทั้งนั้นอย่างน้อยก็เวลาที่ใช้ไปคิดดูดีๆ ก่อนว่า มันคุ้มมั๊ย

28. ความฝันของเราไม่จำเป็นต้องไปเหมือนความฝันของใคร คนอื่นมองไม่เห็น ช่างเค้า เราเห็นของเราก็พอ มีฝันแล้วก็ต้องพยายาม ทุ่มเททุกสิ่งให้แก่ความฝันซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่มองเห็น

29. การพยายามอย่างหนักดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ทิศทางสำคัญที่สุด ถ้าเราวิ่งผิดทาง ยิ่งเราวิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งห่างไกลจากเป้าหมายของเรามากขึ้นเท่านั้น

30. ชีวิตคนเราแต่ละคนเป็นเหมือนเสื้อผ้าสั่งตัด ไม่ใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม่มีชุดไหนที่เหมือนกันเป๊ะๆ เราไม่ควรไปเปรียบเทียบชีวิตของเรากับใคร คนอื่นจะดีหรือแย่ยังไง ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลง เราจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็เพราะน้ำมือตัวเองทั้งนั้น จะเปรียบเทียบ ก็เทียบตัวเองในวันนี้กับตัวเองเมื่อวาน ว่าเราได้พัฒนาตัวเองหรือเปล่า

31. ทำดีได้ดี ทำไม่ดีได้ไม่ดีหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ทำดีสบายใจ ทำไม่ดีไม่สบายใจจริงม๊ย เค้าไม่รู้ เพราะคนทำไม่ดีก็สามารถหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองให้สบายใจได้ เอาเป็นว่า ทำดีได้ทำดี

32. การทำดีของคนคนนึง อาจไปกระตุ้นให้คนอื่นๆ อีกหลายคนอยากทำดีด้วย เหมือนการโยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำ น้ำจะกระเพื่อมขยายวงออกไป

33. การใช้ชีวิตเป็นศิลปะ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเป๊ะๆ ในทุกสถานการณ์ มีความคิดที่ยืดหยุ่น ประเมินสถานการณ์ แล้วเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสม บางครั้ง น้ำขึ้นให้รีบตัก แต่อีกหลายครั้ง ช้าๆ ได้พร้าเล่ม
งาม หลายครั้ง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่บางครั้ง เราก็ต้องรู้จักถอย

34. คนชอบคิดไปว่า เป็นจอมยุทธ์แต่งตัวดีๆ มีวรยุทธ เป็นประมุขยุทธภพ ดีกว่าเป็นเสี่ยวเอ้อ ที่ต้องคอยเอาผ้าขี้ริ้วปัดโต๊ะ ใครจะรู้ เผลอๆ เสี่ยวเอ้ออาจมีความสุขมากกว่าประมุขยุทธภพซะอีก ไม่งั้น ทำไม ตอนจบ พระเอกชอบชวนนางเอกถอนตัวออกจากยุทธภพแล้วไปเลี้ยงเป็ดปลูกผักตลอด

35. ความคิดเราเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ สิ่งที่เราคิดในวันนี้ วันหน้า เราอาจจะไม่คิดแบบนี้แล้ว อย่าไปคิดว่า แต่ละข้อข้างบนมันถูก พอใช้ชีวิตไปอีกซักพัก อาจจะคิดใหม่ว่ามันไม่ใช่แล้ว