วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีออมเงินอย่างมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ

วิธีออมเงินอย่างมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ


การใช้ชีวิตโดยปราศจากการวางแผน ถือเป็นการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเสี่ยง โดยเฉพาะในเรื่องการเงินด้วยแล้ว หากไม่ได้มีการจัดระบบกันให้ดี เมื่อรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเสียแล้ว เพราะเรากำลังพบว่าตัวเองกำลังประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับว่ามนุษย์เงินเดือนส่วนหนึ่งยังไม่สามารถบริหารการเงินได้ดีพอ เราจึงมักจะพบว่าคนทำงานบางส่วนมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นหนี้บัตรเครดิต และที่แย่ที่สุด คือ ไม่มีเงินเก็บไว้ใช้ในยามที่จำเป็น ต้องขอหยิบยืมจากคนอื่น และติดหนี้กันจนวุ่นวาย
          แต่เชื่อหรือไม่ว่าปัญหาด้านการเงินที่เกิดจากการจัดการที่ไม่เป็นระบบ เราสามารถรับมือกับมันได้ หากรู้จักวางแผน และใส่ใจกับอนาคตทางด้านการเงินของตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม มนุษย์เงินเดือนส่วนหนึ่งมักจะพบกับคำถามที่ว่าไม่รู้จะเริ่มต้นจัดการด้านการเงิน และออมเงินอย่างไร? เพราะในแต่ละวันนั้นก็มีค่าใช้จ่ายที่มากมาย จนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากจุดไหนดี
          วิธีการวางแผนการเงินอย่างมืออาชีพ สามารถเริ่มต้นด้วยวิธีการออมเงินเหล่านี้ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถนำมาใช้ได้จริง และไม่ยากเกินความสามารถจนเกินไป
ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
          คนทำงานหลายคนอาจจะรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้น ยากที่จะตัดสินใจได้ว่าอันไหนบ้างที่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องวางแผนทางการเงินแล้ว เราก็จะเห็นได้อย่างง่ายดายว่าค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมาจากหลาย ๆ อย่าง เช่น ค่าอาหารราคาแพง ค่าช้อปปิ้ง ค่าเสื้อผ้า ค่าสังสรรค์ในงานปาร์ตี้ ซึ่งบางครั้งอาจจะลดปริมาณการซื้อ หรือใช้จ่ายให้น้อยลง แต่ก็ไม่ถึงกับจะหยุดซื้อเสียทีเดียว หากเราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ เราก็จะมองเห็นเงินออมอย่างแน่นอน

ออมก่อนค่อยใช้
          หลายคนเลือกที่จะใช้ก่อน เหลือเท่าไรแล้วค่อยเก็บออม ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก เราควรหันมาใช้วิธีออมก่อนแล้วค่อยใช้ จะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้น เพราะเราได้กันเงินส่วนหนึ่งออกไปแล้ว เราก็จะใช้เงินได้อย่างรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เราก็อาจจะใช้วิธีเปิดบัญชีเงินฝากประจำร่วมด้วย เพื่อช่วยเก็บออมเงิน โดยไม่นำเงินส่วนนี้มาใช้ และเป็นการสร้างวินัยการออมเงินให้กับตัวเอง
 ตั้งเป้าหมายในการออมเงิน
          ในช่วงที่เราเริ่มต้นออมเงิน ให้ลองทำบันทึกรายรับรายจ่ายร่วมด้วย เพื่อให้เห็นว่าในแต่ละวัน หรือแต่ละเดือน เราใช้จ่ายเงินไปเท่าไร และมีเงินเหลือเก็บเท่าใด แล้วให้เริ่มตั้งเป้าหมายในการออมเงินให้กับตัวเองว่า เราจะนำเงินที่ได้ไปทำอะไร เพื่อสร้างกำลังใจในการออมเงินให้กับตนเอง เช่น เราอาจจะตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถ สำหรับค่าเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ วิธีการนี้จะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายในการออมได้ง่ายขึ้น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เราจะรู้ว่าเราจะมีความสุขกับเงินออมก้อนนี้
ลงทุนบางส่วนกับกองทุน
          หากเรามีเงินเก็บเหลือบางส่วน ให้ลองนำเงินจำนวนนี้มาลงทุนกับกองทุนต่าง ๆ ดู ไม่ว่าจะเป็น RMF LTF หรือกองทุนอื่น ๆ ที่เรามีความสนใจ แต่ก่อนการลงทุน เราเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี ทั้งในแง่ของความเสี่ยง และความคุ้มค่าของการลงทุนก่อนด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะมีปัญหาตามมาในภายหลังได้ การลงทุนนั้นให้เลือกลงทุนตามความเสี่ยง และจำนวนเงินเหลือเก็บ และต้องมั่นใจว่าเป็นเงินที่เราจ่ายไปแล้วเราไม่เดือดร้อน เงินที่จะนำมาใช้จ่ายในส่วนนี้ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับเงินที่เราใช้จ่ายในแต่ละวัน ไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจจะเจอกับปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังได้เช่นกัน
สมทบเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็มที่
          หลาย ๆ บริษัทจะให้สิทธิกับพนักงานในการเลือกการสมทบเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเอง โดยเลือกได้ว่าจะสะสมเงินเท่าใด เพราะเมื่อเรายิ่งหักเงินสะสมมาก เราก็จะมีเงินเก็บมากขึ้น ยิ่งเราเลือกอัตราสะสมที่สูง บริษัทก็จะยิ่งส่งเงินสะสมในอัตราที่สูงตามไปด้วย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นการออมเงินอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน ดังนั้น หากมีโอกาสก็ควรเลือกช่องนี้เป็นตัวช่วยหนึ่งในการออมเงินด้วยก็จะดียิ่ง
          ปัญหาด้านการเงินก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป หากเรารู้จักวางแผนและใช้เงินอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่จะช่วยจัดการกับปัญหาเดิม ๆ เรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างเกินตัวได้เท่านั้น แต่การออมเงินยังช่วยให้เรามีเงินสะสมเพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะเป็นประโยชน์มากขึ้นในบั้นปลายการเป็นมนุษย์เงินเดือนของเราอีกด้วย

ข้อมูลจาก http://th.jobsdb.com/



7 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จและร่ำรวย


7 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง 

เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จและร่ำรวย 



1. ไม่มีคำว่า Plan ในชีวิตประจำวัน
เราจะหมดเวลาไปกับการคิดว่า จะทำอะไรต่อดี และจะสับสนกับการย้อนกลับไปกลับมา แล้วสุดท้ายเมื่อสิ้นวัน มันจะไม่ค่อยได้งานอะไรเป็นก้อนๆ คนประสบความสำเร็จ ตั้งเป้าหมายกับทุกสิ่ง แม้กระทั่งการหาที่จอดรถ เขาก็ยังวางแผน (เพื่อไม่ให้เสียเวลา) คิดแม้กระทั่ง หากเดินไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางเดินจะโทรหาใครเพื่อคุยงานให้เสร็จ 

มองเงินเป็นเป้าหมายหลัก
การตั้งเป้าหมายเป็นเงินล้วนๆ จะทำให้ขาดแรงบันดาลใจ และสิ่งกระตุ้นสู่ความสำเร็จ 
เป้าหมายในชีวิต ที่คนสำเร็จวางไว้คือ ภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว ว่าจะมีชีวิตอย่างไร มี lifestyle แบบไหนแรงกระตุ้นชั้นดี ที่จะทำให้เรามีความสุขแรงแรงบันดาลใจในการทำเป้าหมายของเราให้ลุล่วง

มัวแต่สนใจว่าคนจะมองอย่างไร หรือคิดว่าเราควรเป็นอะไร
คนที่ประสบความสำเร็จ มักวาดภาพให้กับชีวิตของตนเองมากกว่า ที่จะให้คนรอบข้างมากำหนดว่าเขาควรจะไปทางไหน .. มีคำพูดหนึ่งที่ว่า
 “ คำพูดของคนรอบข้างมันจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราไม่ได้ไปยอมรับหรือตกลงว่าเราจะเป็นอย่างนั้น"

ไม่เติมความหวานให้กับชีวิต
การเดินทางยาวๆมันจะเหนื่อยและหมดแรงไปเรื่อยๆ หากเราไม่หาความสนุกเข้ามาสอดแทรกระหว่างทาง

การดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจก็เช่นกัน หากเราไม่แวะพักเพื่อเติมไฟกันบ้าง เป้าหมายถึงอยู่ไม่ไกล แต่อาจจะไปไม่ถึงเพราะหมดสนุกไปซะก่อน 

จมอยู่กับอดีต
หากเรายังเสียใจกับสิ่งที่เคยไปอยู่ ความคิดเชิงลบมักนำเราไปสู่ สิ่งที่แย่ลงเรื่อยๆ / หรือถ้าเราคิดอย่างเด็กเล็กๆ ที่ไม่เคยต้องสนใจว่า เมื่อวานเพิ่งหกล้มที่มุมเดิมตรงนี้ ก็ยังอยากที่จะลองทำอะไรที่อยากรู้ โดยไม่กลัวสิ่งที่เกิดขึ้น จนเขาสามารถทำมันได้
 

ตื่นสาย 
บางคนอาจบอกว่า ตื่นสายแต่นอนดึกก็ได้เวลาทำงานเท่าๆกัน
ผลวิจัยมียืนยันออกมาว่า สมองและร่างกายจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากหลังจากตื่น2-4ชั่วโมง ลองตื่นมาออกกำลังกายสั้นๆ แล้วนั่งทำงานดูช่วงเช้า จะประหลาดใจว่า ทำได้รวดเร็วขึ้นมาก (แม้ว่ามันจะตื่นยากและง่วงมากในช่วงแรก) // และอีกเรื่องคือการทำธุรกรรม หรือประสานงานต่างๆ จะทได้เร็วขึ้น หากเราติดต่อให้เสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า หลายๆครั้งช่วงบ่ายหรือเย็นก็จะได้คำตอบ (แล้วมันมีผลต่องานถัดๆไป) ซึ่งต่างจากการตื่นสาย แล้วประสานงานช่วงบ่าย .. resultมักไม่ค่อยเกิดในวันเดียวกัน

ลืมคนที่เรารักและรักเรา (ที่เรามักชอบขอไว้ทีหลัง)
งานนั้นสำคัญ แต่ ชีวิตครอบครัวก็สำคัญเช่นกัน หลายครั้งที่เรานำเรื่องงานมาเป็นเหตุผลให้ เราต้องเลื่อนนัดคนที่เรารักออกไปก่อน(เรื่อยๆ) โดยลืมไปว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เพื่อความสำเร็จนั้น ก็เพื่อคนที่เรารักด้วยเช่นกัน และเขาเหล่านั้นก็ต้องการเราเช่นกัน 


ที่มา : อาเสี่ย (https://www.facebook.com/penarsia)



วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

10 วิธีขอขึ้นเงินเดือน (ให้เวิร์ค)

10 วิธีขอขึ้นเงินเดือน (ให้เวิร์ค)


คนไทยเราเป็นชนชาติขี้เกรงใจ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆทองๆ ยิ่งเกรงใจคูณสอง อย่างเรื่องขอเจ้านายขึ้นเงินเดือนนี่ปะไร ทำงานมาตั้งนานนม ผลงานโตขึ้นเป็นกอง แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ..

ว่าแต่ของแบบนี้ใครไม่เห็น เจ้านายไม่เห็น และตัวคุณนั่นแหละที่เห็น ในเมื่อตนเป็นที่พึ่งของตนฉันใด คุณเองเท่านั้นที่จะต้องรวบรวมความกล้า เดินหน้าเข้าไปหาเจ้านายเพื่อขอขึ้นเงินเดือนด้วยตัวคุณเอง..ฉันนั้น

1.อย่าบอกเจ้านายว่า คุณหวังว่าเจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้เป็นเงินเท่านั้นเท่านี้
ตรงกันข้าม ให้บอกเจ้านายว่า จะปฏิเสธคุณเลยก็ไม่ว่า เพราะคุณเป็นคนที่รับได้กับการถูกปฏิเสธ และคุณก็ไม่อยากให้เจ้านายคิดมากถ้าต้องปฏิเสธ การเกริ่นแบบนี้แต่แรกจะทำให้ภาพทุกอย่างชัดเจนทั้งตัวคุณและเจ้านาย ไม่ต้องกลัวว่าวันหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเก็บไปคิดเล็กคิดน้อย

2.อย่าเจ้าอารมณ์จนเกินไป 
ก่อนไปปะหน้าเจ้านาย ให้ทำใจให้ว่าง ทำสมองให้โล่งโปร่ง และอย่ากดดันตัวเองว่าผลการเจรจาครั้งนี้จะต้องสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คุณเองนั่นแหละที่จะเกร็งจนพูดไม่ออก

3.อย่าเจรจาในที่ที่บรรยากาศไม่เอื้อ
ลองทำการบ้านมาก่อนเรื่องเวลา สถานที่ บรรยากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่จะเอื้อให้การพูดครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ศึกษาดูว่าช่วงที่เวลาไหนที่เจ้านายแฮปปี้ที่สุดและยากที่จะปฏิเสธ อะไรเป็นอุปสรรคขวางคุณอยู่ตรงหน้า ลองศึกษาเรื่องผลประกอบการบริษัทในปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ช่วงนี้มีใครถูกไล่ออกไหม พยายามมองหลายมุมเพื่อให้เจ้านายเออออด้วยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผลเป็นสำคัญ

4.อย่าเลียจนเกินงาม
ให้เจ้านายรู้สึกได้ว่าคุณก็ยังเป็นคุณคนเดิม การทำอะไรที่มันผิดแผก เช่น การเอาใจเจ้านายด้วยการแต่งกายยั่วยวน (กรณีเจ้านายเป็นผู้ชาย) การซื้อของราคาแพงๆ มาประเคน หรือการทำบางสิ่งบางอย่างที่เสแสร้งแกล้งทำ ทั้งๆ ที่ตัวจริงของคุณเป็นอีกอย่าง จะทำให้เจ้านายรู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไป เผลอๆ เขาอาจจะคิดไปได้ว่าคุณเป็นประเภททำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ

5.อย่าพรีเซนต์แบบเว่อร์
พยายามพูดแบบเนื้อๆ เน้นๆ และตรงประเด็นที่สุด ที่พลาดไม่ได้คือการถามความเห็นของเจ้านาย เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของบริษัท และมุมมองของเจ้านายที่มีต่อตัวคุณและผลงานเป็นอย่างไร

6.อย่าต้อนเจ้านายด้วยคำถามที่ต้องตอบว่า “โอเค” กับ “โนเค” 
พยายามถามด้วยคำถามที่ให้โอกาสเจ้านายได้โต้ตอบเป็นฉากๆ เช่น คำถามที่เริ่มต้นประโยคด้วย "ใคร" "อย่างไร" "ที่ไหน" "ทำไม" "เมื่อไหร่" เมื่อเจ้านายพูดแนะนำหรือให้เหตุผลใดๆ ออกมา รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลใหม่ๆ มาใส่ “แรม” ของตัวเองได้อีกเพียบ ถ้าการขออัพเงินครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หลังจากนี้คุณสามารถเก็บไปวิเคราะห์และพัฒนาตัวเองให้เข้าตาเจ้านายต่อไปได้ในอนาคต

7.อย่าเพิ่งนึกถึงตอนจบ
เป็นไปได้อย่านึกถึงเป็นดีที่สุด อย่าหวังหรือวางแผนเป็นขั้นๆ หรือเป็นสูตรตายตัวว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้ลองโฟกัสไปในจุดที่คุณสามารถควบคุมได้ตอนเจรจา เช่น การเตรียมข้อมูลสำคัญ การควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตื่นเต้นเกินไป หรือหากเจ้านายถามเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ต้องตอบให้ได้จะดีกว่าเยอะ

8.อย่าเชื่อมั่นตัวเองสุดโต่งว่าคุณจะต้องได้เงินเดือนขึ้น
ให้คิดว่าการที่คุณมาเจรจาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้านายก็เพื่อเป้าหมายของการบรรลุผลตามปรัชญาหรือตามเป้าหมายของบริษัท เงินเดือนมีผลต่องานที่คุณจะทำออกมา และเจรจาก็เพื่อให้องค์กรได้ผลผลิตของงานที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าทุกประเด็นที่คุณยกมาเป็นตัวอย่างในการขอขึ้นเงินเดือน ทำให้งานงอกเงยขึ้นและมีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทโตขึ้นจริงๆ
9.อย่าคิดว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งงานตอนนี้ของคุณคือปัญหา 
จงพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นผู้ไขทางออก อย่ากลัวที่จะเอาผลงานที่เคยทำสำเร็จมาโชว์ให้เห็นเป็นรูปธรรม จงทำให้เห็นว่างานที่ว่านั้นได้ช่วยบริษัทในแง่มุมไหนบ้าง ยิ่งถ้าคุณเตรียมการบ้านมาดีและลิสต์แง่มุมต่างๆ รอบด้านแล้ว การเจรจาต้าอวยจะไม่มีอะไรทำให้หงุดหงิดหัวใจ

10.อย่าแสดงท่าทีข่มขู่ คุกคาม หรือบีบคอเจ้านายให้ตอบตกลง 
ให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว วางระยะห่างของคุณกับเจ้านายให้ดี (ให้เกียรติและเคารพในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้างาน) พูดจาฉะฉานและมีเหตุมีผล ถ้าต้องถกกันก็ควรถกแบบเคลียร์ๆ แตกประเด็นออกไป ให้ชัดเจนแบบคนมีวุฒิภาวะ ไม่ต้องกลัวว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ถ้าลองได้ทำการบ้านมาดี คุมอารมณ์อยู่ มั่นใจตัวเอง ผลลัพธ์ที่ออกมาแม้ไม่เต็มร้อย แต่เชื่อว่าน่าจะเกิน 75 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่หายไปอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือจากการควบคุมของตัวคุณหรือแม้เจ้านายเอง

 
ข้อมูลจาก http://www.jobsawasdee.com

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

20 บทเรียนสำคัญ ที่คุณต้องเรียนรู้ตอนช่วงอายุ 20

20 บทเรียนสำคัญ ที่คุณต้องเรียนรู้ตอนช่วงอายุ 20


ในช่วงวัย 20 นั้น ของบางคนอาจจะเป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดในชีวิต ขณะที่บางคนอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีมากๆ มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย หลายๆ คนอาจจะเครียดว่า คุณจะสามารถก้าวผ่านมัน และรอดจากความท้าทายต่างๆ ไปได้หรือไม่ แต่วันนี้เราขอเอาข่าวดีมาฝากคุณ เราจะบอกว่า บางทีเราอาจจะไม่ต้องชนะความท้าทายทั้งหมดได้หรอก แต่เราสามารถเรียนรู้ “บทเรียนสำคัญ” จากเหตุการณ์เหล่านั้นได้ แค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว ไปดูเลยว่ามีอะไรบ้าง 

1. ปัญหาบางเรื่องเราก็แก้มันไม่ได้
หลายๆ คนรู้สึกว่าเจอปัญหามากมาย บางอย่างแก้ไขได้ บางอย่างแก้ไขไม่ได้ ชีวิตบางทีก็ไม่เป็นไปตามที่คุณวางไว้ ทำให้คุณเครียด แต่เอาเป็นว่า นั่นคือเรื่องปกติของวัยนี้ ปล่อยวางบ้าง แล้วคุณจะแก้มันได้เอง เมื่อคุณโตขึ้น 
2. คุณมีเพื่อนน้อยลง
เพื่อนคุณจะลดลงๆ กว่าตอนที่คุณเป็นวัยรุ่น เพราะทุกคนโตขึ้น ความชอบต่างกัน ห่างกัน แยกย้ายจากกัน นั่นคือความจริงของชีวิต
3. ยากที่จะปักหลักที่ไหนซักที่
ชีวิตของคุณ มันยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก ทั้งเรื่องงาน เรื่องที่อยู่ บางทีใจคุณก็อยากจะปักหลักที่ไหนซักที่หนึ่ง แต่ก็กลัวว่าจะต้องย้ายงานไปที่อื่น นี่แหละคือชีวิตช่วง 20 ล่ะ!
4. ชีวิตมีแต่ยากขึ้น กับยากขึ้น
ถึงแม้หลายๆ คนบอกว่าชีวิตวัย 20 มันมีแต่เรื่องตื่นเต้น แต่ความตื่นเต้นนั้นแหละ มันตามมาด้วยความท้าทายที่ทำให้ชีวิตคุณยากขึ้นๆ และคุณก็ต้องแก้ไขกันต่อไป 

 5. ยากมากที่จะเก็บเงิน
ผู้เชี่ยวชาญมักจะบอกว่า ควรเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วัย 20 เพราะพออายุเยอะๆ ก็จะสบาย แต่เชื่อเถอะว่า วัยนี้ เก็บเงินยากสุดๆ 
6. หนี้สินคือศัตรูตัวฉกาจที่สุด
คนในวัยนี้ชอบทำอยู่ไม่กี่อย่าง คือ สนุกไปกับเพื่อนๆ กิน เที่ยว ช้อปปิ้ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตามมาคือ หนี้ อย่างเช่นหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของคุณ ที่กำจัดอย่างไรก็ไม่ไปซักที 
7. คุณเปลี่ยนงาน…บ่อยมาก
หลายๆ คนอาจจะบอกว่า ไม่ดีเลย เด็กสมัยนี้เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ทน แต่ทำใจเถอะ เพราะวัยนี้คือวัยของการทดลอง ลองผิด ลองถูกเพื่อหาสิ่งที่ชอบ เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนงานบ่อยคือเรื่องธรรมดา
8. บางคนอาจจะย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่
ในช่วงวัยรุ่น คุณอยากออกมาสู่โลกกว้างมาก อยากอยู่คนเดียว พอคุณอยู่คนเดียวซักพัก หลายๆ คนอาจจะอยากกลับไปอยู่กลับพ่อแม่อีกครั้ง 
9. รักตัวเอง กลายเป็นเรื่องยาก
ในช่วงที่คุณกำลังค้นหาตัวตนของคุณเอง ทำให้มันกลายเป็นเรื่องยากในการรักตัวตนของคุณตามมา ซึ่งมันอาจจะดูแปลกๆ แต่เขาบอกว่า ให้คุณบอกตัวเองในกระจกว่าคุณรักตัวเอง และมันจะช่วยคุณได้จริงๆ 

 10. เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ทำให้คุณคลั่ง
คุณหลงรัก คุณอกหัก คุณแอบชอบ คุณโดนปฏิเสธ ทุกอย่างทำให้คุณคลั่ง นี่แหละคือวัย 20 ของหลายๆ คนล่ะ!
11. โลกความจริงมันโหดมาก
คุณเรียนรู้ความจริงอันเจ็บปวดมากมายในวัย 20 แต่ถึงแม้ความจริงของโลกมันจะโหดร้ายแค่ไหนนะ คุณยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งดีกับตัวคุณต่อไป เชื่อสิ

12. คุณปาร์ตี้มากแบบเมื่อก่อนไม่ได้ละ
เพราะเวลาเมาทีนึง กว่าคุณจะหายเมา สร่างเมา มันใช้เวลานานกว่าตอนเด็กๆ แล้ว เพราะฉะนั้น คุณจะไม่สามารถปาร์ตี้หนักยันเช้าแบบเมื่อก่อนได้อีกแล้ว 
13. บริษัทไม่ได้แคร์อะไรคุณมาก
สิ่งที่บริษัทแคร์อยู่อย่างเดียวคือคุณทำงานที่ได้รับให้เสร็จ “ตามเป้า” นอกเหนือจากนั้น ไม่มีใครแคร์คุณหรอก ความจริงก็คือ มีคนรอแทนคุณมากมาย 

 14. มหาวิทยาลัยอาจจะไม่เวิร์คเสมอไปก็ได้
มันคือช่วงเวลาที่ดีก็จริง แต่หลายคนกลับไม่ได้ใช้ปริญญาที่ได้มาในการทำงานเลย เพราะฉะนั้น สำหรับหลายคน มันอาจจะไม่จำเป็นเสมอไป

 15. มันรู้สึกแย่ที่แก่ขึ้น
หลายคน โดยเฉพาะคนที่แก่กว่าก็จะบอกว่า อะไรกันแค่นี้มาบ่น แค่ 20 กว่าๆ เอง ซึ่งมันก็ใช่ แต่คุณก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวคุณ และเริ่มรู้สึกว่าแก่…
16. คุณตัดสินใจผิดพลาด
ไม่มีใครตัดสินใจถูกไปตลอด โดยเฉพาะในวัย 20 กว่าๆ แค่เรารู้สึกว่าเราพยายามเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าผลออกมาแย่ ก็ยอมรับและทำใจ มันเป็นเรื่องธรรมดา
17. มันดีนะ ที่ได้ลองของใหม่ๆ
วัยนี้คือวัยที่เหมาะมาก ในการลองของใหม่ๆ ลองเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่เคย เพราะถ้าคุณรอช้ากว่านี้ มันอาจจะยากขึ้น และคุณจะยิ่งไม่กล้าลองของใหม่ๆ ในชีวิต 

 18. คุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
คุณเปรียบเทียบตัวคุณเองกับคนรอบข้าง และคิดว่าชีวิตคนอื่นๆ ดีกว่าคุณ แต่คุณไม่มีทางรู้หรอก ว่าคนอื่นก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่เขาไม่เปิดเผยออกมาก็เป็นได้ 

 19. เพื่อนๆ ยังกดดันคุณได้เสมอ
ต่อจากข้อที่แล้ว บางทีเห็นเพื่อนทำอะไรแล้วดูดี รวยกว่า สบายกว่า เราก็จะเครียด และกดดันตัวเอง และไม่รักตัวเอง ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญ ให้คุณรักตัวตนของคุณเองให้ได้ นี่สำคัญที่สุด

 20. มันไม่มีสูตรสำเร็จของความสำเร็จ
มันไม่มีหรอก ขั้นตอนเป็นข้อๆ ที่บอกว่า คุณทำแล้วจะสำเร็จ มันต้องใช้เวลาและการเรียนรู้ค่อยๆ สั่งสมไป เพราะฉะนั้น อย่ากดดันตัวเอง
20 ข้อนี้จะบอกคุณว่า ในวัย 20 ของคุณ หากเจอปัญหา ก็ไม่เป็นไรหรอก สิ่งที่เราควรทำคือเรียนรู้จากมันให้มากที่สุดก็แค่นั้นเอง
ข้อมูงจาก http://www.kiitdoo.com/

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นิทานสอนใจ เรื่อง พ่อครับ....

พ่อครับ....



ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู

ลูก : "พ่อครับ,พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง"
พ่อ : "ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ"

ลูก : "พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่" 
พ่อ : "ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่,ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ"
พ่อตอบด้วยความโมโหลูก 

ลูก : "ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
ลูกพูดร้องขอพ่อ 
พ่อ : "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ"

ลูก : "โอ.." ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10 เหรียญ"

พ่อกล่าวด้วยอารมณ์ "นี่เป็นเหตุผลที่แกถามเพื่อจะขอเงินแล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะแล้วลองคิดดูว่าแกน่ะเห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวันและไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"

เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้นเพื่อจะขอเงินได้อย่างไร 

หลังจากนั้นเกือบชั่วโมงอารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริง ๆ และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเปิดประตู

พ่อ : "หลับหรือยังลูก" 
ลูก : "ยังครับ"
พ่อ. "พ่อมาคิดดูเมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ" เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง 
ลูก :"ขอบคุณครับพ่อ"  แล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้า ๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง

"ก็มีเงินแล้วนี่แล้วมาขออีกทำไม"
ลูก : "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงิน ครบ 20 เหรียญแล้ว
ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง....พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ"

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

39 ข้อคิด จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ (บัณฑิต อึ้งรังษี)


1. ฝันให้ใหญ่…..ใหญ่สุดๆ Imagination is Power ถ้าเราตั้งเป้าไว้ว่าจะบินให้ไปถึงดวงดาว  แต่แล้วเราไปถึงได้แค่ยอดเขา เราก็ยังถึงที่สูงกว่าที่เราเป็นอยู่ตอนนี้มากมายนัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยกล่าวข้อความที่คนทั้งโลกรู้จักกันดีว่า “Imagination is more powerful than knowledge” หรือ จินตนาการมีพลังกว่าความรู้ นั่นคือการใช้จินตนาการเป็นพลังสร้างฝันให้เป็นจริง

2. 
มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด As a Man Thinks,He is ทุกอย่างเริ่มที่ความคิดเท่านั้น ข่าวดีก็คือ….คุณสามารถเปลี่ยนอนาคตของคุณได้ โดยการเปลี่ยนความคิดของคุณ นับแต่นี้เป็นต้นไป

3. 
วิ่งหนึ่งไมล์ในสี่นาที 4-Minutes Mile ตัวคุณเองลองวิ่งหนึ่งไมล์ใน4นาทีบ้างสิครับ ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ทำอะไรที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรือเกี่ยงมานาน

4. ใช้หัวใจเลือกอนาคต Do What You Love, and the Money Will Follow ทำสิ่งที่ตนรักแล้วเงินจะตามมาเอง

5. 
เดินหน้าหาทาง Do What You Can, Where you can ส่วนที่ผมสนใจมากคือชีวประวัติของวาทยกรที่ยิ่งใหญ่ของโลกแต่ละคน

6.
รียนรู้อย่างรวดเร็วเพื่อเอาชนะ Super-Learning หาสิ่งที่เป็นผลงานของคนที่เก่งที่สุดในสาขาที่คุณสนใจมาศึกษาเลียนแบบปรมาจารย์ทำให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องที่คนทำได้กันแล้วทำให้เรา ต่อยอด ได้เร็วขึ้น มีเวลาคิดค้นเทคนิคใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใครทำกัน

7. ฝ่าด่านอคติฝรั่ง Over-Prepare ผลงานต้องดีกว่า คือขึดที่ผมใช้ต่อสู้กับอคติ

8. 
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตามตาม Profile Global, Act Local การทำงานร่วมกับคนจำนวนมากต้อง เก่งงาน”  เพื่อให้เขา ยอมรับต้อง เก่งคนเพื่อให้เขา ยอมฟังยอมทำตามกันเป็นทีม

9. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน 
Goal-Setting เป้าหมายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของความสำเร็จ คุณต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วัดได้ แต่อย่าปล่อยให้ล่องลอยอยู่ในอากาศให้เขียนลงไป มันจะทำหน้าที่เป็น สารแห่งแรงบันดาลใจที่สร้างพลังและมักให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่คิดเสมอ

10. วางแผน เป็นเรื่องง่ายๆ Planning ไม่มีความรู้สึกอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการบรรลุเป้าหมาย เพราะนั้นจะเป็นความรู้สึกที่จะทำให้คุณมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ข้อแตกต่างระหว่าง ความฝันลมๆแล้งๆกับ ความมุ่งมั่นฝันใฝ่ถึงความสำเร็จก็คือ การวางแผนการวางแผนเป็นเรื่องง่ายๆ ระดับสามัญสำนึก(Common Sense) ถ้าตั้งเป้าหมายของคุณให้ชัดเจนและต้องการมันมากอย่างเพียงพอ การวางแผนก็จะเป็นธรรมชาติ

11. 
สู้ตายตัดทางถอย Burn the Bridge Behind You ตราบใดที่เรายังไม่ตั้งปณิธานให้แน่วแน่ มัวแต่ประนีประนอมสร้าแผนสำรองและเปิดโอกาสให้ตนเองถอยได้ก็จะประสบความเร็จยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย ถ้าคุณมุ่งมั่นตัดสินใจทำอะไรแล้วให้ เผาสะพานทิ้งอย่าล้มเลิกกลางคัน

12. 
อ่าน อ่าน อ่าน What You Read, You are คุณต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเรื่องที่ น่าอ่านกับเรื่องที่ ควรอ่านเพราะการอ่านก็คือการเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิดเข้าไปในตัว ไม่มีอะไรคุ้มค่าไปกว่าการอ่านหนังสืออีกแล้วละครับ และที่สำคัญไม่มีอะไรมาแทนการอ่านหนังสือได้ด้วย

13. ฝึกซ้อมในใจ Do Within When You are Without ไม่ว่าจะเป็นทักษะอะไรก็ตามการพูดในที่สาธารณะ นำเสนอแผนงานขายสินค้า เล่นเทนนิสคุณสามารถฝึกในใจได้ทั้งนั้น

14. 
ความรับผิดชอบ Responsibility จุดเริ่มต้นการคิดของคุณ ต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับผิดชอบว่าคุณมาถึงสถานการณ์ตอนนี้ที่คุณเป็นอยู่ไม่ว่าดีหรือร้ายมันเกิดจากคุณทั้งสิ้น ถ้าคุณยอมรับว่าคุณคือคนที่กุมบังเหียนชีวิตของคุณเองคุณจะรู้ถึงศักยภาพที่จะเปลี่ยนอนาคตของคุณเองได้และถ้าคุณจะเปลี่ยนอนาคตของคุณ สิ่งแรกที่คุณต้องเปลี่ยนก็คือความคิดของคุณเอง

15. 
คิดในทางบวก Think Positive ถ้าเราต้องการอะไรจากชีวิตเราก็ต้องคิดอย่างนั้น คิดตลอดเวลาถึงสิ่งที่เราต้องการ อย่าไปพูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องการผมกลัวโน่น ผมกลัวนี่ผมไม่อยากจน ผมไม่อยากป่วย อย่าให้ชีวิตคุณถูกครอบคลุมด้วยความกลัว แต่ให้ถูกผลักดันด้วยความฝัน

16. เส้นไม่ใหญ่ไม่เป็นไร Connection สายสัมพันธ์หมายถึงการยอมรับ ซึ่งมีที่มามากกว่าเรื่องความสามารถและผลงาน ถ้ามัวแต่เก่งแล้วไม่ไปเสริมสร้างสายสัมพันธ์ให้คนอื่นเขารักชอบ มักก็จบเพราะฉะนั้น ความสามารถกับการสายสัมพันธ์ต้องไปด้วยกัน

17. 
เพียง Resume ในกระดาษ ไม่ให้งานที่ดีกับใคร งานที่ดีมักจะมาจากการที่คนเรารู้จัก อาจจะเป็นเจ้านายหรือมีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าและเห็นผลงานของเรา ดังนั้นประเด็นจึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้ผลงานของเราเป็นที่รู้จักนี่เป็นเรื่องของสายสัมพันธ์เครือข่ายความไว้เนื้อเชื่อ ใจในความสามารถจนเกิดการแนะนำบอกต่อกันมา ไม่ใช่เรื่องของกระดาษ “Resume” แผ่นเดียว

18. 
รอให้เรียนจบก็สายแล้ว Always Think Steps Ahead การเรียนทำให้คุณได้ความรู้ได้ทฤษฎีได้ใบปริญญา แต่ยังไม่ได้ ผลงานการไปฝึกงานคือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้คุณรู้จักคนในหน่วยงานนั้น จากนั้นต้องทำให้เขาเห็นผลงานของเรา ซึ่งต้องทำให้โดดเด่นขึ้นมาจากคนอื่น จนที่สุดเขาชอบเราและนึกถึงเราเป็นคนแรกเวลาที่ต้องการคน

19. ตามหาคนเก่งมาเป็นพี่เลี้ยง Learn From the Masters เมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าจะพัฒนาตนเองทางด้านไหน คุณจะต้องไปสืบเสาะเอาคนที่เก่งที่สุดในสาขานั้นมาเป็น พี่เลี้ยงคุณให้ได้ และที่สำคัญคือควรเก่งทางด้านปฏิบัติ ไม่ใช่ด้านทฤษฎีอย่างเดียว การรู้จักคนที่ถูกต้องทำให้เราประหยัดเวลาได้อีกเยอะ

20. 
ชื่อเสียงรักษาเท่าชีวิต Reputation ตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้ถ้าคุณจะมีชื่อเสียง จะให้คนพูดถึงคุณว่าอย่างไรว่าคุณเป็นคนซื่อสัตย์หรือคนโกงว่าคุณเป็นคนตรงเวลาหรืออู้งาน

21. “นอกวงเลยนอกกรอบ” 
Think Outside the Box อย่ายอมรับสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นข้อจำกัดของเรา การคิดต่างกันทำให้อนาคตต่างกัน

22. คิดใหญ่ทลายข้อจำกัด Accept No Limits หากข้อจำกัดนั้นเป็นความจริงที่วางอยู่ตรงหน้าคุณ วิธีการทลายก็คือคิดให้ใหญ่กว่า ซึ่งก็คือการคิดนอกกรอบในอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรจำกัดตัวเราได้ ความเป็นไปได้มีหมด เพราะศักยภาพของมนุษย์นั้นมีสูงมาก เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อข้อจำกัดที่คนอื่นบอกเรามา ข้อจำกัดไม่มีหรอก มีแต่ความคิดเรื่องข้อจำกัด

23. 
ขอคืบให้ศอก Go the Extra Mile ผลงานของคุณจะต้องเยี่ยมและดีพร้อมเสมอ แต่นอกเหนือจากนั้นต้องให้เกินความคาดหมายของผู้รับ อย่าเป็นคนที่ทำได้แค่เท่าที่สั่ง สิ่งนี้ยังเป็นการพัฒนาเราอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

24. 
เพิ่มคุณค่าให้ตนเองเสมอ Constant Improvement งานของผมไม่มีคำว่าอยู่เท่าเดิม ถ้าผมไม่โตหรือพัฒนาความก้าวหน้าอาชีพก็จะเหี่ยวเฉาและตายไปและความจริงนี้ใช้ได้กับธุรกิจหลายประเภทที่มีการแข่งขันกัน

25. ภาษานั้นสำคัญไฉน Language Skills

26. 
พรสวรรค์เรื่องเล็ก ทำงานหนักเป็นเรื่องใหญ่ Talent Genius is 10% inspiration and 90% perspiration

27. อุปสรรคและความผิดหวัง 
Overcoming Obstacles ยิ่งฝันใหญ่เท่าไรก็ต้องเจออุปสรรคมากเท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือวิธีคิด เมื่อต้องเจออุปสรรคและความผิดหวัง อย่าให้มันหยุดเราได้ถ้าอุปสรรคและปัญหาเป็นเรื่องที่แน่นอน สิ่งที่จะช่วยให้เราจัดการกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือการเตรียมการก่อนล่วงหน้า

28. วิธีเลือกคู่ครองให้ถูก พลังแห่งจิตใต้สำนึกน่าจะนำมาใช้ได้ในการหาคู่ครอง

29. 
ความถ่อมตัว Humility “อย่าคิดว่าเราเก่ง คนที่เคยทำได้เหมือนเราและดีกว่าเราก็มีมากในโลกนี้คนยิ่งขึ้นสูงต้องยิ่งถ่อมตัว

30. 
อย่าเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น Don’t Compare เพราะเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้แต่เราเปลี่ยนอนาคตได้ อย่ามัวเสียเวลาคิดถึงอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้ คิดถึงอนาคตที่สดใสของคุณดีกว่า

31. กระสุนนัดเดียวต้องโดน Limites Bullets

32. 
คำปฏิเสธ….นั้นไซร้ธรรมดา Coping with Rejections ผมมีสองทางให้เลือก จะยอมแพ้หรือจะถามคนต่อไปที่อาจจะมีความต้องการ ตรงกับเรา

33. 
กินกบตั้งแต่เช้า Eat that frog ศัตรูตัวเล็กๆที่มีประสิทธิภาพสูงในการสกัดกั้นความสำเร็จคือนิสัยการผัดวันประกันพรุ่งเพื่อสร้างวินัย งานชิ้นแรกที่คุณควรทำในแต่ละวันคืองานที่คุณไม่อยากทำที่สุด งานที่ยากที่สุด

34. โชคชะตาไม่สำคัญ LUCK โชคเกิดขึ้นเมื่อการเตรียมพร้อมพบกับโอกาส

35. 
มีความสุขเดี๋ยวนิ้ Be Happy-Now! ถ้าคุณสังเกต ความสุขไมได้มาจากสิ่งภายนอก มันมาจากภายในขึ้นอยู่กับคุณเห็นค่ากับสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้วมากน้อยแค่ไหน

36. 
โลกนี้ไม่เคยต้องยุติธรรม The World is Never Fair การตอบรับสถานการณ์ที่เรามีหรือเป็นอยู่สำคัญกว่าสถานการณ์ที่ชีวิตให้มา เพราะฉะนั้น ทิศทางของชีวิตเราอยู่ในความควบคุมของเราเอง

37. อย่าล้มเลิก Never Give Up เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือว่า บางครั้งความสำเร็จอาจจะอยู่แค่เอื้อม แต่เพราะความท้อแท้และเหนื่อยหน่ายทำให้เราล้มเลิกไปเสียก่อน ความสำเร็จอยู่หัวเลี้ยวสุดท้ายที่เอง

38. 
อย่างหวัดแต่พึ่งคนอื่น Your are Responsible คุณต้องรับผิดชอบอาชีพของคุณเอง

39. 
อธิษฐาน Prayer การอธิฐาน ขาดไม่ได้สำหรับการให้ได้สิ่งที่ต้องการ เมื่อคุณรู้สึกหมดหนทาง…..จงอธิฐาน


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.yimtamphan.com/?p=16